bounce-rate-optimization

Bounce Rate คืออะไร ? พบกับ 7 เคล็ดลับการลด Bounce Rate

เรามีเรื่องมาเม้าท์มาแชร์กันอีกแล้ว หลังจากที่เว็ปไซต์พวกเราเริ่มอยู่ตัว จากการที่ทำให้เว็ปไซต์อย่างไรดูน่าเชื่อถือ และ มี Landing Page ที่โดนใจ เราก็คิดว่าเว็ปไซต์เราดีเลิศแล้วค่ะ แต่พอดู ๆ ข้อมูลต่างๆ แล้ว เอ๊ะ Bounce Rate คืออะไร ทำไมเราต้องจัดการมัน แล้วเราจะลด bounce rate อย่างไร ไปดูกันเลย

Bounce Rate คืออะไร

Bounce rate คือ “The percentage of single-page sessions” ซึ่งมีความหมายชัดเจนก็คือ “สัดส่วนของการเข้าชมเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว” พูดง่ายๆ คืออัตราส่วนของคนเข้ามาเว็ปเราแล้วอยู่แค่หน้าเดียว แล้วปิดไป ซึ่งเขามองว่าถ้ายิ่งสูงแสดงว่าเว็ปเราไม่มีคุณภาพเพียงพอ หรือไม่โดนใจคนอ่านพอ ให้กดไปหน้าอื่นๆ

แต่ถ้าเว็ปไซต์คุณมีหน้าเดียวแล้ว bounce rate = 100% ก็ไม่ต้องกังวลนะคะ มันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วแหละ

ทำไมต้องลด Bounce Rate

Bounce Rate เป็นเครื่องมือที่วัดคุณภาพของเว็ปไซต์ว่ามีคุณภาพเพียงพอไหม ผู้อ่านชอบหรือเปล่า ถ้ายิ่งน้อย หมายถึงคนเข้ามาเว็ปเราแล้วเขากดเข้าไปดูหน้าอื่น ๆ ต่อ แสดงว่าเว็ปไซต์เราojkติดตาม มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันทุกๆ หน้า ถ้า Bounce Rate ยิ่งสูงแสดงว่าเว็ปไซต์ต้องพัฒนา เพราะฉะนั้นเราต้องลด Bounce Rate เพื่อคนที่เข้าเว็ปเราจะมีประสบการณ์ที่ดีขึ้น และชอบเว็ปไซต์เรามากขึ้น ส่วนทางเทคนิคแล้ว google ก็จะมองว่าเว็ปไซต์ที่มี Bounce Rate สูงยังไม่ควรอยู่อันดับแรกๆ นั่นก็เลยเป็นเหตุที่ว่า เราควรจะลด Bounce Rate เพื่อที่จะจัดอันดับ SEO ได้แรกๆ ด้วยค่ะ

7 วิธีการลด Bounce Rate

1. ใช้ Internal Linkings

bounce-rate-tips

วิธีการลด Bounce Rate หรือการที่คนเข้าเว็ปเรามาแค่หน้าเดียวแล้วปิด คือการทำให้คนอยากกดเข้าไปหน้าอื่นด้วย เราต้องมาดูว่าเราจะทำ Internal Linking ยังไง วาง link แบบไหน ปุ่ม หรือ anchor text ควรวางยังไงให้คนอยากดเข้าไปหน้าอื่นๆ

2. เนื้อหาใน ads กับ landing page ต้องสัมพันธ์กัน

หลายๆ คนเข้าเว็ปจาก ads ใน Google หรือ ads ใน Facebook สิ่งที่เขาคาดหวังก่อนนะเข้ามาเว็ปเรา กับหลังจากที่เข้ามาเว็ปเราแล้ว สิ่งที่เขาคาดหวังกับสิ่งที่เขาได้รับตรงกันหรือเปล่า หรือว่าแค่เข้ามาแล้วก็กดออกไปเลย เพราะไม่น่าสนใจ ไม่ได้ต้องกดเข้าไปดูหน้าอื่นๆ ต่อ เราจึงต้องทำLanding Page ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความรู้สึกต่อเนื่องจากการกดเข้ามาจากแบนเนอร์

3. Design ใช้ง่ายไม่ยุ่งยาก

bounce-rate-optimization-apple

ถ้าเรามี Design ที่หวือหวามาก อาจจะทำให้ผู้เข้ามาเว็ปเรารู้สึกว่าเว็ปไซต์เราซับซ้อน วุ่นวาย ใช้ยาก จนสุดท้ายก็ปิดเว็ปเราไป

4. โฆษณาไม่เยอะ

ถ้าโฆษณาเยอะ คนเข้ามาก็จะรำคาญจนปิดเว็ปเราไป ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กดไปหน้าไหนต่อ ซึ่งเรามองว่าเป็นการเสียโอกาสนะ เพราะเราเรียกคนมาได้แล้ว แทนที่เขาจะได้รับข้อมูลจากเรา เรากลับเอาโอกาสนี้ไปขายโฆษณาจนผู้ใช้รำคาญ

5. เว็ปต้องโหลดเร็ว

เพราะคนสมัยนี้มีเวลาที่จำกัด ถ้าขอเวลาจากผู้ใช้เกินจำเป็นเขาก็จะทิ้งเราไป ในเมื่อเขากดเข้ามาในเว็ปเราแล้ว เราก็ต้องใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่า ทำเว็ปให้โหลดเร็วๆ ดึงเขาไว้ก่อนเขาปิดเว็ปเราไป การ Optimize ยังไงให้โหลดไว สคริปต์ที่ใช้ รูปภาพ เพื่อให้ขนาดหน้าเว็บที่ต้องโหลดนั้นเล็กที่สุด แต่ก็ต้องแสดงผลได้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปไได้ด้วยเช่นกัน

6. Mobile Friendly

buzzfeed-mobile-site-1

buzzfeed-mobile-site-2

ทำเว็บไซต์ให้ซัพพอร์ตมือถือ โดยเน้นการเปิดเข้าใช้งานจากผู้ใช้จากมือถือให้แสดงผลได้ดี และโหลดไวที่สุด เพราะการเปิดผ่านมือถือก็มีข้อจำกัดเรื่องความเร็วอินเตอร์เน็ตและขนาดหน้าเว็บไซต์ที่ต้องโหลดเวลาเข้ามาชมเว็บไซต์ ไวกว่าได้เปรียบ

7. Content ดี

Content is the King. ถ้าเรามีเนื้อหาน่าอ่าน น่าติดตาม น่าอ่านต่อ คนที่เข้ามาอ่านเว็ปเราเขาก็ต้องกดไปหน้าอื่นๆ เพื่ออ่านต่ออยู่แล้วค่ะ ซึ่งก็สามารถลด Bounce Rate ได้เช่นกัน

สรุปง่ายๆ คือถ้าทำตามเทคนิคเหล่านี้แล้ว Bounce Rate ก็มีโอกาสลดลง ซึ่งสามารถช่วยพัฒนาเว็ปเราให้น่าใช้ขึ้น และสามารถเพิ่มคะแนน SEO ให้กับเว็ปไซต์เราเช่นกันค่ะ




There are no comments

Add yours