สรุป Talk การออกแบบ Accessibility เพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ

design for accessibility
Share on facebook
Share on twitter
Share on telegram
สรุป Talk ในงาน GAAD จาก Facebok เรื่องของการออกแบบให้เข้าถึงได้ ทั้งเรื่องของ Accessibility, Inclusive, Universal design ในแบบเข้าใจง่าย

การออกแบบเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ หรื่อเรื่องของ accessibility เป็นอะไรที่สำคัญมากในการทำ Digital Product ในปัจจุบัน

เนื่องด้วยวันพฤหัสที่ 21 พ.ค.นี้จะเป็นวัน #Gaad

Global accessibility awareness day

ถ้าแปลเป็นไทยก็คงจะเป็นวันส่งเสริมเรื่องของ Accessibility ระดับโลก

ทั่วโลกจะจัดงานพร้อมกันเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว การทำ Product ที่ตอบโจทย์กับ Accessibility มี event ฟังฟรี ที่น่าสนใจมากมาย เช่น event ออกแบบ AI กับ Accessibility จาก Microsoft เป็นแบบออนไลน์

สำหรับคนที่สนใจ Event นี้ มีงานออนไลน์จัดขึ้นพร้อมกันมากกว่า 90 session ในสัปดาห์นี้ ลองดูข้อมูลอีเวนต์และกิจกรรมได้ที่เว็บไซต์ด้านล่างนี้เลยค่ะ
https://globalaccessibilityawarenessday.org/

accessibility day
Accessibility day

อย่างล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมามี Session จาก Facebook ได้จัดขึ้น พูดเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบ Accessibility กับผู้พิการและผู้สูงอายุ กับคุณ​ Don Norman ชื่อว่า

Designing for disability and the elderly. What I wish I could have told myself as a young designer” with Don Norman

นัทและพี่หลงได้สรุปใจความสำคัญของวิดีโอเมื่อคืนมาให้เพื่อน ๆ อ่าน สำหรับคนที่ไม่ชอบดูวิดีโอภาษาอังกฤษ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องของ Accessibility กันให้มากขึ้น ไปอ่านกันเลย

ดูวิดีโอได้ที่ Facebook Design Accessibility Summit 2020


สรุปเรื่องราวจาก Session นี้

คุณลุง Don ปีนี้มีอายุ 84 แล้วค่ะ คุณลุงจะมาเล่าเรื่องราวของคำว่า Accessibility, Inclusive, Universal design ให้ฟังกัน

Weakness เวลาเราออกแบบคือเราออกแบบอะไรออกไปเองไม่ได้ เราต้องสื่อสารกับผู้บริหาร ที่เขาพูดภาษา business ที่เป็นภาษาที่ปกติเราไม่ได้พูด เป็นสิ่งที่ท้าทายของอาชีพนักออกแบบของเรา เรามักจะต้องโน้มน้าวผู้บริหารเรื่องของการออกแบบเสมอ เพราะบางบริษัทคิดว่าการออกแบบ Accessibility ทำไปเพื่อคนพิการอย่างเดียว แต่ถ้าเราได้ฟังเรื่องราวจากลุง Don แล้วจะรู้เลยว่าการออกแบบให้ตอบโจทย์ Accessibility มันยังไปออกแบบให้คนได้โดยทั่วกัน หรือที่เรียกว่า Inclusive design ได้เลย

คุณลุง Don กล่าวว่า หลาย ๆ คนชอบคิดว่าคนอายุเยอะแล้ว เกษียนคงไม่มีอะไรทำ อยู่บ้านเฉยๆ ก็เลยออกแบบอะไรที่ให้คนแก่ใช้เท่านั้น, เป็นของสำหรับคนสูงอายุ แต่ในความเป็นจริงมันก็อาจจะเป็นแค่ส่วนนึงเพราะผู้สูงอายุบางคนก็อาจจะเงินเหลือ สุขภาพดี มีเวลา อยากลงไปทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เช่นเรียนภาษา ซื้อรถหรู ไปเที่ยวที่ ๆอ ยากจะไป ทำอะไรมากมายที่ในสมัยวัยรุ่นไม่เคยทำ

ลุงยกตัวอย่างเคสของ Honda n-box ออกแบบ Automobile เพื่อเด็กวัยรุ่น หน้าตาเป็นกล่อง ๆ แต่พอเปิดออกมาสามารถปรับแต่งให้เป็นสไตล์ที่เราต้องการได้ มันเป็นดีไซน์สำหรับเด็กวัยรุ่น แต่สรุปเด็กวัยรุ่นไม่มีตังค์ซื้อ คนที่มีตังค์ซื้อคือคนสูงอายุต่างหาก

ลุงบอกว่าทุกวันนี้ต้องเอาไฟฉายจิ๋วติดตัวเพื่อเอาไว้อ่านตัวหนังสือเล็ก ๆ ที่อยู่บนของต่าง ๆ เราเปลี่ยนขนาดตัวหนังสือไม่ได้ไง แต่เราเปลี่ยน contrast ของตัวหนังสือได้ด้วยไฟฉายจิ๋ว เรื่อง contrast เลยสำคัญมาก

ข้อเสียของการมีอายุเยอะคือ เราจะสูญเสียความชัดในการมองเห็นไป บางคนอายุน้อยก็ประสบปัญหานี้ได้ นั่นเป็นสาเหตุที่คนใส่แว่น ดังนั้นการออกแบบเพื่อคนสูงอายุ มันก็เลยไปตอบโจทย์เพื่อคนแบบอื่น ๆ ด้วย

ลุงบอกว่าคนสูงอายุจะไม่ได้ยินเสียง High frequency อีกต่อไป นอกจากนี้เรื่องของการโฟกัส หลังจากอายุ 40 – 45 ไปแล้วเนี่ย ทักษะในการโฟกัสจะแย่ลง เรียกว่าสายตายาวดีกว่า ที่แบบอ่านหนังสือหลายมุมมากขึ้น บางคนเลยต้องใส่แว่นตาที่มีสองเลนส์ หรือใส่แว่นตาสำหรับอ่านหนังสือนั่นเอง

เรื่องต่อมาเรื่องของการทำกิจกรรมที่ช้าลง Slower พอเริ่มแก่ไม่รู้ตัวหรอกว่าเราจะทำอะไรช้าลงทางจิตวิทยา แต่ในชีวิตจริงเราทำอะไรช้าลงมาก ไม่ว่าจะเป็นการขยับตัว การตอบโต้ react กับสิ่งต่าง ๆ ลุงบอกว่าลุงขับรถ Porche ไปซิ่งไม่ได้ละ เสียดายรถ เลยขายรถให้เด็กดีกว่า

เรื่องต่อไปที่ประสบคือ Tremor อาการมือสั่น ควบคุมมือไม่ได้ บางคนจะไม่สามารถหยิบจับอะไรได้แม่นยำเหมือนเดิม อันนี้จะไปมีอาการกับพวก touch control, stylus พวกปากกาที่ใช้เขียน tablet, หรือการจับเมาส์ก็ตาม, เราเลยจะต้องออกแบบเพื่อคนที่ไม่สามารถจิ้มอะไรได้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก ทำปุ่มให้ใหญ่ชัดเจนช่วยได้

ก็อย่างที่ลุงบอกไปว่าบางทีอายุเนี่ยมันก็มาพร้อมกับโรคที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะเป็นโรคนี้ บางคนเป็นโรคนั้น

ทุกคนรู้แหละว่าจะออกเพื่อรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร แต่ปัญหาคือในบริษัท ในองค์กรของเราไม่มีคนผลักดันที่จะบอกว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ ….. แต่ทำไมเราไม่ออกแบบเพื่อทุกคน เพื่อคนทุกแบบ แม้หลายคนจะบอกว่า accessibility เป็นเรื่องของคนพิการ แค่ niche market จะออกแบบไปทำไม คนใช้ไม่ได้เยอะสักหน่อย แต่รู้หรือไม่ว่าการออกแบบ accessibility สุดท้ายมันจะมาตอบโจทย์กับคนทุกแบบ ไม่ใช่คนพิการ!!!! เพราะทุกคนต่างล้วนต่างมีอาการ Disability ในหลายสถานการณ์ รวมถึงจะมีโรคที่เพิ่มขึ้นไปตามอายุนั่นเอง

ตัวอย่างที่ Don Norman แนะนำ

• soraban + calculator
• วิธีการถอดชุด PPE ไม่ให้ contaminate และคำสั่งมากมายในห้องปฏิบัติการเชื้อโรค+โรงพยาบาล ไม่มี specialist ที่จะดูเรื่องนี้ละเอียดหรือถือเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดมี C-level เพื่อมาดูแล
• closed caption ดีสำหรับคนปรกติด้วย เมื่ออยู่ในบาร์ที่เสียงดังๆ
• curb cut ที่นอกจากใช้กับ wheelchair แล้วยังใช้กับกระเป๋าเดินทางและรถเข็นเด็กได้ด้วย
• เมื่อไปดูคอนเสิร์ต ตัวหนังสือใหญ่ๆ บนพื้นเข้มๆ ดีสำหรับคนตาดีในที่แสงน้อยด้วย


ช่วง Q&A

the design of everyday things
The design of everyday things by Don Norman

ลุงเคยเขียนหนังสือ design of everyday things
คำถามคือลุงเคยแนะนำเรื่องของ Inclusive & Universal design อยากให้ลุงเล่าเรื่องคำจำกัดความของสองคำนี้หน่อย ?

เรื่องเช่นการใส่ Caption ที่ออกแบบไปมันเป็น inclusive design เพราะมันจะช่วยตอบโจทย์คนทุกแบบทุกสถานการณ์เช่น คนที่กำลังดูวิดีโอในที่เสียงดัง เปิดแคปชั่นแทนการฟังเสียง… หรือเวลาเราไปคอนเสิร์ต เราอยากอ่านป้ายแต่มันมืด ทำยังไงให้เราอ่านได้โดยไม่ต้องเปิดไฟฉายจิ๋วเพื่อไม่ให้รบกวนคนอื่น หรือเรื่องการทำ Handicap seat เพื่อคนพิการที่ใช้วีลแชร์ในการดูคอนเสิร์ต

เรื่องต่อมาเรื่องของ Kat Holmes เขียนหนังสือเรื่อง visibility เล่าว่าเราทุกคนต่างมีอาการ Disability บางครั้งเราอาจจะมีแค่แขนเดียว เพราะว่าเราหิ้วถุงช้อปปิ้งอยู่ บางทีเราทำอะไรไม่ได้ด้วยแขนข้างเดียว หรือเวลาที่เราอุ้มลูก เราก็เหลือแขนข้างเดียว / เวลาที่เราอยู่ที่ที่เสียงดัง เราก็ไม่ได้ยินเสียงคนอื่นพูด / เวลาที่เราอยู่ที่มืด เราก็อ่านหนังสือไม่ออก / และนี่คือสิ่งที่หมายถึงในการออกแบบเพื่อ Inclusive design อะไรที่เราออกแบบเพื่อคนเดียว แต่กลับตอบโจทย์กับคนทุกแบบ

Mismatch books
Mismatch books

หนังสือนี้
https://katholmesdesign.com/the-book…


คำถามนี้น่าสนใจ จะออกแบบยังไงเพื่อให้คนพิการได้ใช้งานง่าย ออกแบบเท่าไหน? เพราะการออกแบบเพื่อ Accessibility มันมีกลุ่มคนเป็นล้าน รู้ได้ไงว่าออกแบบแค่ไหนถึงจะพอและตอบโจทย์ ?

ลุงกล่าวว่ามันยากมาก ปกติเราออกแบบก็เพื่อกลุ่มคนที่เรารู้จักดี กลุ่มคนใหญ่ๆ ลูกค้าหลักของเรา แล้วเราก็ไปเทส กลับมา iterate แก้ไข ปรับปรุงกันไป แต่พอเราไปออกแบบ product scale ที่ใหญ่มากเช่น Apple, Facebook เรากำลังออกแบบเพื่อคนทั้งโลก เช่น Facebook มีคนใช้ 7 Billions แล้ว

ข้อดีของยุคดิจิตัลคือ เราไม่ต้องทำของอย่างเดียวเพื่อตอบโจทย์คนทุกอย่างบนหน้าจอ เราสามารถทำหลาย ๆ solution เพื่อคนหลายๆแบบได้ อาจจะหน้านี้กับคนนี้ แบบนี้กับคนนั้น หรือทำให้คนปรับขนาดของตัวหนังสือได้ตามใจชอบ , การเปิดปิดระบบ Voiceover

ลุงยังพูดเรื่องของ Co-design / community-based design ให้ฟัง ลุงบอกว่าอยากให้เราเข้าใจคำนี้ให้มากขึ้น
https://d-lab.mit.edu/…/D-Lab%20Scale-Ups%20User…

อธิบายคือไม่มีใครเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้ง การที่เราแก้ปัญหานี้ได้ที่นี่ แต่พอไปอินเดียเราอาจจะแก้ปัญหานี้ไม่ได้ เพราะว่าเราอยู่กันคนละ culture คนละพฤติกรรม รูปแบบการใช้ชีวิต เราเคยเสียเงินจ้าง expert ไปมากมายมาแก้ปัญหาแต่เขาก็ไม่เข้าใจ local condition ว่ามันไม่เหมือนกัน

เราต้องลงไปหาว่าใครกันแน่ที่ใช้งาน product ของเรา เขามีปัญหาอะไรบ้าง เพราะอะไร แล้วเราก็ลงไปทำงานกับเขาเพื่อให้งานของเราดีขึ้น

คุณ Eric จาก MIT เคยกล่าวว่า เราควรลงไปหากลุ่มคนที่กล่าวไปเพื่อสร้าง workaround หรือวิธีการแก้ไขปัญหาจากคนกลุ่มต่าง ๆ เราก็อาจจะนำ workaround ที่เราค้นพบมาใส่ใน product ของเรา เพื่อให้ product ของเราตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น


อนาคตของการออกแบบ ดีไซน์เนอร์ผ่านยุคของการ transform สื่อมามากมายเช่น text-based system (หนังสือ), graphical user interface (GUI) UI บนหน้าจอเดสท็อป คอมพิวเตอร์, touch-based system (มือถือ แท็บเล็ต), อนาคตเราจะไปทางไหน ดีไซน์เนอร์ควรไปโฟกัสเรื่องของ voice interface มั้ย หรือไปทางไหนดี?

คุณลุงกล่าวว่าไม่มีเทคโนโลยีไหนมาแทนที่อันไหน มันจะมีแต่มาเพิ่มเข้าไปเรื่อย ๆ บางทีมันอาจจะมีอุปกรณ์ใหม่ ๆ เข้ามาเพื่อแทนที่ฟังก์ชั่นเดิมเก่า ๆ ที่เราเคยได้ใช้

กี่ครั้งที่เราทำงานกับเพื่อนร่วมงาน แบ่งให้กับเพื่อนร่วมงาน แต่อีเพื่อนร่วมงานไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูด บางคนทำผิด บางคนทำถูก เพราะอะไร เพราะนั่นคือ limitation ข้อจำกัดของเสียงไง บางคนรับรู้ได้ไม่เท่ากัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ เรื่องของเสียงเป็นอะไรที่ยากมาก ๆ เป็นเทคโนโลยีที่ยากที่จะสื่อสารทำให้คนเข้าใจได้เท่ากัน

นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าเวลาเราอธิบาย สื่อสารให้กับใครสักคนเราเลยต้องวาดรูป หรือโชว์ตัวอย่างของงาน นี่ก็เลยเป็นการบอกว่า Voice อย่างเดียวมันก็เลยยาก

Voice เองยังมีปัญหาตอนใช้งานหลาย ๆ สถานการณ์ด้วย เช่นเวลาอยู่ในห้องเรียนเลคเชอร์คนเยอะๆ อยากจดโน้ตด้วย voice ก็เกรงใจเพื่อนอีก ใช้ไม่ได้อีก เสียงดังก็รบกวนคนอื่น

Voice มันก็ดี มันดีมาก ลุงเองยังใช้งานเสียงในการสั่งงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แหละ เช่นเวลาพิมพ์เมสเสจ ลุงก็ใช้ voice สั่งเกือบทั้งหมด แต่ต้องดูด้วยว่าสถานการณ์ตอนนั้นรบกวนคนอื่นหรือเปล่า

คำตอบข้อนี้คือไม่มีอะไรเจาะจงเลย ว่าเราควรจะไปทางไหน เพราะเทคโนโลยีที่ใหม่มันมาพร้อมกับข้อดีข้อเสีย แต่เทคโนโลยีที่ดีที่สุดมันจะรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันทำให้เราทำงานง่ายขึ้น

เราจะ balance accessibility issues ยังไง ในเมื่อมันมีปัญหาที่ดูไม่ซ้ำกัน บางคนทำเพราะมี law มากำกับ ถ้าเป็นปัญหาของคนพิการประเภทที่ไม่มีใครพูดถึงมาก่อนล่ะ เราจะทำยังไงให้คนเข้าถึง product ของเราได้ทุกแบบ

บางครั้งการออกแบบที่ดีสำหรับคนนี้ อาจจะไปจำกัดการเข้าถึงของคนอีกกลุ่มก็ได้ ดังนั้นเราควรจะออกแบบเพื่อดึงให้ทุกคนมาอยู่ในระดับที่เท่ากัน เข้าถึงได้เท่าๆกัน

ออกแบบอะไรที่เด็กก็มีความสุขที่ได้ใช้ คนแก่ก็ได้ประโยชน์ ออกแบบเพื่อทุกคน


หากมีข้อมูลผิดพลาดประการใดสามารถแนะนำมาเพิ่มเติมได้ในแฟนเพจ Designil เลยนะคะ ยินดีแก้ไขปรับปรุงให้ถูกหลักภาษามากยิ่งขึ้นค่า

อยากให้ทุกคนมาสนใจ accessibility กันมากขึ้น ทำไปวันละนิดวันละหน่อยเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกันนะคะ

สำหรับใครที่ชื่นชอบเนื้อหาสรุปแบบสั้น ๆ เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการออกแบบบ้างเป็นประจำ นัทอยากชวนเพื่อน ๆ มา Join Designil group มีพี่ ๆ หลายคนมาช่วยกันแปลเนื้อหาที่น่าสนใจในกรุ๊ปของเราเพียบ แล้วเจอกันนะคะ

Share:

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on telegram
Telegram

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *