20 SEO Checklist เตรียมเว็บไซต์ให้รองรับ SEO ประจำปี 2022

goodownday

เป็นหัวข้อที่คุ้นตาเสียเหลือเกินใช่ไหมครับ แต่ก็เข้าใจแหละว่า แต่ละปีจะมีข้อมูลเกี่ยวกับการทำ SEO ใหม่ๆ มาให้อัปเดตกันไม่เว้น กลยุทธ์แบบเดิมที่ใช้มา…พอถึงวันนึงก็อาจล้าสมัยไปแล้ว เราจึงต้องอัปเดตความรู้ใหม่ๆ เข้าหัวและนำมาปรับประยุกต์ใช้กันอยู่เสมอๆ วันนี้ก็เช่นกัน

บทความนี้จะรวบรวม SEO Checklist ที่ดีที่สุดในปี 2022 สำหรับใช้ตรวจ SEO ในเว็บไซต์ของคุณ เอาเป็นว่า เรามาเริ่มเรียนรู้ความเคลื่อนไหวของการทำ SEO ในปีนี้ไปด้วยกันนะครับ

บทความนี้มีอะไรบ้าง แสดง

SEO ปี 2022 มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?

ปีนี้ ทั้งเรื่องการค้นหาด้วยเสียง, SEO บนมือถือ, เนื้อหาคอนเทนต์ขนาดยาว รวมทั้งเรื่องของจุดประสงค์ในการค้นหา ยังคงมีแนวโน้มที่ถูกใช้และพูดถึงอย่างต่อเนื่อง แถมยังมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายส่วนที่บางบทความก็บอกว่ามันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับส่วนต้นของบทความ การสร้างพาดหัวให้คนสนใจอยากคลิกเข้าไปอ่าน และบางคุณสมบัติของ Google อย่าง snippet เป็นต้น

แล้วก็ได้เวลามาอัปเดตเช็กลิสต์ SEO กันแล้วละครับ

คู่มือ SEO Checklist สำหรับคนทำเว็บปี 2022

โดยทั่วไปแล้ว หลักการก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนักในปีนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็นสิ่งที่แต่ละเว็บไซต์ควรต้องใส่ใจและทำตามเพื่ออันดับที่ดีในผลงานค้นหานั่นเอง

01 ใช้งาน Google Search Console 

หนทางที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแถมตรงประเด็นที่สุด ก็คือ การนำเว็บของเราไปผูกไว้กับบริการของกูเกิลอย่าง Google Search Console นั่นเองครับ ที่นี่ เราจะได้รับรู้ถึง performance ของเว็บตัวเอง ไม่ว่าจะปริมาณการแสดงในผลการค้นหา ปริมาณการถูกคลิก คีย์เวิร์ดอะไรบ้างที่ติดอันดับและสร้างทราฟิกในเว็บเราได้ดี ตรวจเช็กว่าแต่ละหน้าของเราถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของกูเกิลหรือยัง และที่สำคัญคือ ที่นี่เขาจะแจกแจงข้อผิดพลาดต่างๆ บนเว็บที่ต้องแก้ไขเพื่อผลการค้นหาที่ดี เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่งเลยครับ

seo checklist 2022 Google Search Console
SEO Checklist – Google Search Console

ใครยังมีก็เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ เพียงมีแอ็กเคาต์กูเกิล แค่คลิกเข้าไปที่ Google Search Console แล้วรอให้กูเกิลอนุมัติ เมื่อผ่านแล้ว เราก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบและแก้ไขได้ทันทีเลยครับ

02 ใช้งาน Google Analytics

ในเมื่อเราต้องใช้เซิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิล เราก็เลยจำเป็นต้องใช้เครื่องมืออันทรงพลังของเขาด้วย ซึ่งก็คือ Google Analytics เป็นเครื่องที่จะคอยติดตามการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรานั่นเอง 

เริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่ google.com/analytics แล้วคลิก ‘Get started today’ จากนั้นก็จัดการตั้งค่าต่างๆ ด้วยการเลือก ‘admin’ ต่อด้วยการเลือก ‘create account’ เพื่อสร้างแอ็กเคาต์ แล้วต่อด้วยการเพิ่มโดเมนเว็บของเราเข้าไป ขั้นตอนที่สำคัญก็คือ อย่าลืมนำโค้ดมาติดในเว็บของเราด้วยนะ

03 ติดตั้งปลั๊กอินด้าน SEO

WordPress เป็น CMS ยอดนิยมในการสร้างบล็อกหรือเว็บไซต์ จุดเด่นอีกอย่างของมันก็คือ เจ้าของเว็บสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ด้วยการใช้ปลั๊กอิน และมันก็มีปลั๊กอินที่ขึ้นชื่อในด้านการทำ SEO อยู่หลายตัว มีทั้งเวอร์ชันฟรีและจ่ายตังค์ ไม่ว่าจะเป็น Yoast SEO, All in One SEO Pack, SEO Press, SEO Framework, Nitropack และ Rank Math SEO ทั้งหมดล้วนใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์เพื่อการติดอันดับที่ดี

04 สร้าง Sitemap แล้วไม่พอ ต้องไม่ลืม Submit ด้วย

หลายคนคุ้นกับ Sitemap ว่ามันเป็นเหมือนลิสต์รายการลิงก์ของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์เรา ที่ทำเอาไว้ให้บอทของเครื่องมือค้นหาเข้ามาเก็บข้อมูลไปใช้ หลายครั้งมันก็ช่วยให้หน้าเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าถึงยาก ถูกดึงเข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลของเครื่องมือค้นหาด้วย ทำให้หน้าพวกนี้มีโอกาสติดอันดับและมีคนเข้ามาเยี่ยมมากขึ้นกว่าเดิม 

แต่สิ่งที่หลายคนอาจหลงลืมก็คือ ไม่ควรทำแล้วปล่อยไว้รอให้บอทเข้ามาเก็บ เรานำ Sitemap พวกนี้ไป Submit ไว้ในบริการ Google Search Console ได้ด้วยครับ

05 สร้างไฟล์ robots.txt

ไฟล์นี้มีไว้ทำไม? มันมีไว้เพื่อบอกกับบอทของเสิร์ชเอนจิ้นว่า ส่วนไหน หน้าไหน ของเว็บที่เรายินยอมให้มันเข้ามาเก็บข้อมูลไปแสดงในผลการค้นหาบ้าง ป้องกันไม่ให้มันเก็บข้อมูลหน้าเว็บที่ไม่ต้องการ หรือป้องกันไม่ให้เครื่องมือค้นหาเก็บข้อมูลที่ซ้ำกัน รวมทั้งบล็อคไม่ให้บอทบางตัวเข้ามาเก็บข้อมูลจากเว็บเราเอาไปสร้างเนื้อหาสแปมได้ด้วย

06 เช็กให้แน่ใจว่าเสิร์ชเอนจิ้นเข้ามาเก็บข้อมูลไปอย่างถูกต้อง

เมื่อเราเป็นเจ้าของเว็บไซต์ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลหน้าเว็บต่างๆ จะถูกนำไปเก็บไว้ในฐานข้อมูลของเครื่องมือค้นหา โดยเฉพาะกูเกิล และต้องมั่นใจเสียก่อนว่าบอทต่างๆ เข้าถึงเว็บไซต์เราได้ เพื่อที่พวกมันจะได้เข้ามาเก็บข้อมูลไป ซึ่งตรงนี้สามารถใช้เครื่องมือชื่อ URL Inspection Tool ที่อยู่ใน Google Search Console ได้

ข้อต่อมาคือ เราต้องฝึกสกิลในการตั้งหัวข้อและคำอธิบายของเพจ ที่นอกจากต้องมีคีย์เวิร์ดในนั้นแล้ว ยังต้องน่าสนใจมากพอที่คนจะคลิกด้วย ซึ่งอันนี้ก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝน ส่วนอีกข้อที่ควรสนใจก็คือ ในแต่ละหน้า ควรใส่ลิงก์หน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปด้วย เพื่อให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจว่าหน้านั้นมันเกี่ยวกับอะไร จะได้จัดอันดับออกมาได้ถูกต้องยังไงล่ะครับ

07 ตรวจสอบไฟล์รูปภาพขนาดใหญ่

ใครๆ ก็คงชอบไฟล์รูปภาพที่ชัดๆ ใช่ไหมครับ แต่ถ้าภาพมันชัดแต่ขนาดไฟล์มันใหญ่เกินไป แถมมีหลายภาพในหน้าเดียวอีก คิดดูสิว่าหน้านั้นมันจะโหลดช้าแค่ไหน งานนี้มีเครื่องมือมาช่วยครับ ไม่ว่าจะเป็น ImageOptim ที่ช่วยบีบอัดภาพโดยไม่ลดทอนคุณภาพ เป็นโปรแกรมที่สามารถลงไว้ในเครื่องได้เลย หรือจะเป็นบริการออนไลน์อย่าง Imagify ที่มีทั้งแบบฟรีและมีค่าใช้จ่าย เลือกกันได้ตามสะดวกครับ

นอกจากนี้ เรายังสามารถเช็กขนาดไฟล์ภาพได้ด้วยเครื่องมือ Google PageSpeed Insights ที่จะบอกเราว่าขนาดไฟล์ภาพโดยรวมของเรามันเกินพอดีหรือยัง ควรปรับแต่งหรือไม่ ทั้งหมดก็เพื่อทำให้เว็บเราโหลดเร็วขึ้น ผู้เยี่ยมชมจะได้ไม่ถอดใจปิดหน้าเว็บไซต์ไปเสียก่อน

08 ตรวจสอบว่ามี Error 404 หรือไม่

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเจอลิงก์เสียหรือ Error 404 ในเว็บของตนเอง เพราะมันอาจส่งผลเสียต่อ SEO ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ไม่ดีต่อผู้เข้าเยี่ยมชม หากยังส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์ในหน้าผลการค้นหาอีกด้วย เราจึงควรตรวจด้วย Google Search Console หรือโหลดโปรแกรม Screaming Frog ลงมาตรวจเช็กและแก้ไขอยู่เป็นประจำ 

ส่วนการแก้ไขก็มีอยู่หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การสร้างหน้าใหม่ด้วยลิงก์ที่ขาดหายไป ลบลิงก์เสียออกไปหรือเปลี่ยนไปยังลิงก์ใหม่ หรือไม่ก็ส่งต่อไปหน้าอื่นเพื่อไม่ให้มีใครต้องเจอ Error 404 ในเว็บของเราอีก

09 ทำเว็บไซต์ให้ Mobile-Friendly

เดี๋ยวนี้ คนเข้าเว็บผ่านอุปกรณ์คู่กายอย่างมือถือกันมากขึ้น เครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิลก็เลยค่อนข้างให้ความสำคัญกับการแสดงผลของเว็บไซต์บนมือถือมากขึ้นไปด้วย คะแนนการจัดอันดับจึงมุ่งเน้นในด้านนี้มากขึ้นตามตัว เพราะฉะนั้น เจ้าของหรือผู้พัฒนาเว็บไซต์ก็ต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น

  • ออกแบบเว็บให้เป็น responsive ซึ่งจะทำให้หน้าเว็บเปลี่ยนไปตามขนาดของหน้าจอ
  • ปรับขนาดไฟล์ภาพให้เล็กที่สุด หลายคนจึงเลือกใช้เครื่องมืออย่าง Imagify เข้ามาช่วย
  • เช็กความแตกต่างของการแสดงผลเมื่อเปิดผ่านแต่ละเบราเซอร์ ดูว่ามีอะไรผิดไปจากที่ต้องการหรือไม่ และทำยังไงให้มันแสดงผลเหมือนกัน
  • ใช้ Google Search Console ที่จะคอยช่วยตรวจสอบความผิดพลาดภายในเว็บไซต์ และเมื่อเจอก็รีบแก้ไขให้เร็วที่สุด
SEO Checklist - Designil เมื่อเปิดบนมือถือ mobile friendly
Designil เมื่อเปิดบนมือถือ

10 มองหาหน้าที่เนื้อหาซ้ำและหยุดทำหลายหน้าแต่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน

คนที่ทำ SEO ต่างก็รู้ดีว่าไม่ควรใช้คีย์เวิร์ดซ้ำๆ กันมากเกินไป เพราะจะโดนเสิร์ชเอนจิ้นลงโทษเอาได้ เช่นเดียวกับคนที่คิดจะทำอันดับด้วยการสร้างหลายหน้า แต่มุ่งเน้นคีย์เวิร์ดเดียวกัน เพราะเสิร์ชเอนจิ้นจะไม่รู้ว่าควรให้อันดับของหน้าไหนสูงกว่า ส่งผลให้อันดับต่ำลง สิ่งเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง 

11 รีเสิร์ชเพื่อรู้จักคู่แข่ง

ไม่ใช่แค่ทำยังไงให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับสูงในผลการค้นหาเท่านั้น เพราะมันยังไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรทำเพิ่มเติมก็คือการศึกษาคู่แข่งด้วยว่าพวกเขาติดอันดับในคีย์เวิร์ดใด และทำความเข้าใจความคิดของพวกเขา คีย์เวิร์ดใดที่คู่แข่งเน้นใช้ กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาเป็นใคร ซึ่งคุณสามารถจะใช้มันเป็นจุดเริ่มต้นในการวางกลุ่มเป้าหมายและคีย์เวิร์ดสำหรับเว็บไซต์ของคุณเอง ซึ่งจะช่วยปรับปรุงทั้งอันดับและจำนวนการเข้าเยี่ยมชมในเวลาต่อๆ มา

12 ทำความเข้าใจจุดประสงค์ในการค้นหา

การทำความเข้าใจในจุดประสงค์การค้นหาของผู้คนเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทำ SEO เพราะมันเป็นสิ่งที่เว็บไซต์ระดับท็อปหลายๆ เว็บไซต์ใช้เพื่อกำหนดกลยุทธ์ของคอนเทนต์ เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าผู้คนเขากำลังค้นหาอะไรอยู่ เราก็จะสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความต้องการของพวกเขาได้ ซี่งก็จะส่งผลต่อจำนวนคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราอีกต่อนึง

13 ศึกษาขั้นตอนการทำคอนเทนต์ให้ได้อันดับที่ดี

อีกสิ่งที่ควรอยู่ในเช็กลิสต์ของคุณ นั่นคือ การเข้าใจวิธีการว่าจะทำอย่างไรกับคีย์เวิร์ดพวกนั้นได้บ้าง หรือทำอย่างไรให้ติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดเหล่านั้น ซึ่งก็มีหลายสิ่งทีเดียวที่เราต้องทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ว่าจะเป็น การทำความเข้าใจความหมายของคำต่างๆ ที่มักใช้ในแวดวง SEO ทดลองร่างไอเดียคอนเทนต์ออกมาเป็นข้อๆ เรียนรู้การรีเสิร์ชหาคีย์เวิร์ด อาจจะด้วยการใช้เครื่องมืออย่าง Ubersuggest หรือเครื่องมืออื่นๆ เพื่อเลือกเอาคีย์เวิร์ดที่ดีที่สุดมาลงมือเขียนคอนเทนต์ ที่เหลือคือการปรับเนื้อหาให้เข้ากับสิ่งที่ต้องการนั่นแหละครับ

14 เลือกใช้คีย์เวิร์ดรอง

ปกติ เรามักจะสนใจคีย์เวิร์ดหลักในการทำ SEO กันอยู่แล้วใช่มั้ยครับ แต่ความจริง เราควรจะสนใจและให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดรองด้วยเช่นกัน คีย์เวิร์ดรองก็คือคำที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักนั่นเอง เกี่ยวข้องกับธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายของเรา มีผู้คนค้นหาอยู่ในปริมาณมากพอ พร้อมรีเสิร์ชคู่แข่งไว้เรียบร้อย โดยในเนื้อหาหรือบทความที่อยู่ในเว็บแต่ละหน้า ควรจะต้องมีทั้งคีย์เวิร์ดหลักและคีย์เวิร์ดรองที่เข้ามาเสริมเพื่อทำให้เนื้อหาครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

15 สร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์และใช้งานได้จริง

แม้ว่าเราจะสร้างบทความขึ้นมาและทำทุกอย่างตามหลักการเพื่อให้ติดอันดับ แต่ก็ใช่ว่าผลของมันจะออกมาปังเสมอไป สิ่งที่สำคัญอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และนับวันก็จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือ เนื้อหาของคอนเทนต์ต้องมีประโยชน์ ใช้งานได้จริง และดึงดูดคนอ่าน 

เราคงไม่ต้องการให้คนเข้ามาอ่านเพียงชั่วไม่กี่วินาทีแล้วก็เดินจากไป เนื้อหาที่ไม่ตรงใจหรือไม่ตรงกับสิ่งที่พวกเขาอยากอ่านอาจทำให้รู้สึกน่าเบื่อและไม่น่าสนใจ อีกอย่าง เนื้อหานั้นต้องมีประโยชน์ ผู้อ่านควรจะได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการอ่าน และสุดท้าย ควรเป็นเนื้อหาที่ผู้อ่านจะสามารถนำความคิดไปต่อยอดได้ด้วยครับ

16 URL ต้องอธิบายถึงสิ่งที่คอนเทนต์พูดถึง

นอกเหนือจากพาดหัวจะอธิบายถึงสิ่งที่คอนเทนต์จะบอกเล่าได้อย่างครอบคลุมแล้ว URL ก็เช่นกัน ผู้ที่ค้นหาเมื่อเห็น URL ต้องเข้าใจได้ทันทีว่าคอนเทนต์นี้เกี่ยวกับอะไร นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มอัตราการคลิกลิงก์บนผลการค้นหาให้มากขึ้นได้อีกด้วย 

มีเครื่องมืออยู่หลายตัวที่จะช่วยเราคัดเลือกและสร้าง URL ในลักษณะนี้ได้ แต่ที่นิยมก็คงจะเป็น Ubersuggest และ Google AdWords Keyword Planner ทั้งนี้ URL ที่ดีต้องประกอบด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา หลายแห่งแนะนำว่าควรเป็น long-tail keywords ที่อาจเกิดจากการผสมกันตั้งแต่ 3 คำขึ้นไป และต้องไม่ซ้ำกับหน้าอื่นในเว็บเดียวกัน ไม่ใช้คำซ้ำ และไม่ใช่สัญลักษณ์ที่ไม่จำเป็น เช่น & หรือ % แนะนำให้ใช้คำภาษาอังกฤษเท่านั้น พยายามปรับให้สั้นกระชับ และไม่ยาวเกิน 60 ตัวอักษร

17 ใส่ครบทั้ง Title, Meta Description และคำอธิบายรูปภาพ

เราต้องไม่ลืมที่จะใส่ข้อมูลเหล่านี้ในคอนเทนต์แต่ละหน้าให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะ Title และ Meta Description ที่จะไปปรากฏอยู่ในหน้าผลการค้นหาของบรรดาเซิร์ชเอนจิ้น เพราะฉะนั้น การคัดเลือกคำและการใช้คำบรรยายจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่ออันดับ รวมทั้งมีผลต่อการที่คนจะเลือกคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ของเราอีกด้วย

checklist seo 2022 title tag
SEO Checklist – Title tag

ส่วนของคำอธิบายรูปภาพนั้นก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะทำให้ผู้คนค้นพบเว็บของเรา สิ่งสำคัญคือ เราต้องบอกกับเซิร์ชเอนจิ้นว่า แต่ละภาพมันเกี่ยวกับอะไร และต้องมีคีย์เวิร์ดอยู่ในนั้น เมื่อมีคนค้นหารูปภาพและเจอรูปภาพของเรา ก็มีโอกาสที่เขาจะคลิกเข้ามาในหน้าเว็บไซต์เช่นกันครับ

18 ใช้ Schema Markup สร้างผลการค้นหาในแบบ Snippet

อีกหนึ่งรูปแบบที่จะช่วยเพิ่มปริมาณคนเข้าเว็บไซต์ให้กับเรา คือการทำให้เกิดผลการค้นหาในรูปแบบ Snippet เกิดจากการใช้ Schema Markup หรือแบบโครงสร้างเว็บ ซึ่งจะแสดงผลแตกต่างกันไปแล้วแต่ข้อมูล เช่น อาจจะเป็นลิสต์สถานที่พร้อมแผนที่ รูปภาพพร้อมราคาและรีวิวหรืออาจเป็นคำตอบที่ตรงกับผลการค้นหามากที่สุด รวมคำถามคำตอบในลักษณะ Q&A ซึ่งจะโดดเด่นและอยู่เหนือผลการค้นหาอื่นๆ ทำให้มีโอกาสถูกคลิกสูงนั่นเองครับ

SEO Checklist - ผลจากการใช้ FAQ Schema
ผลจากการใช้ FAQ Schema

19 ติดตามผลการติดอันดับ

ดูเหมือนการทำงานตามเช็กลิสต์ที่ผ่านมาจะทำให้มั่นใจว่าทำได้อย่างครบถ้วนเพียงพอแล้ว แต่ที่จริงยังมีบางสิ่งที่หลงลืมไป นั่นคือ การติดตามความสำเร็จของการติดอันดับ เพราะแม้ที่ผ่านมาทุกอย่างจะสำเร็จไปได้ด้วยดี แต่ถ้าจะให้แน่ใจจริงๆ ต้องมีการติดตามผลที่ดีต่อเนื่องด้วย เช่น แสดงข้อมูลว่า ปีที่ผ่านมาปรับปรุง SEO ทางเทคนิคอลสิ่งใดไปบ้าง และทราฟฟิกเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับปีก่อน รวมทั้งสิ่งที่จะทำต่อไปในปีหน้าด้วยครับ

20 วางแผนกลยุทธ์สร้าง Link-Building

หลังจากทำมาทุกข้อที่ลิสต์ไปทั้งหมดแล้ว ก็คงเหลือข้อสุดท้าย นั่นคือ กลยุทธ์การสร้างลิงก์ (link-building strategy) หรือการเชื่อมโยงเนื้อหาบนเว็บ ไม่ว่าจะทั้งภายในเว็บของเราหรือเว็บภายนอกก็ตาม เพื่อปรับปรุงให้อันดับดียิ่งขึ้นไปอีก สิ่งนี้จะช่วยเพิ่มปริมาณการมองเห็นลิงก์ของเรา ส่งผลต่อปริมาณคนเข้าเว็บไซต์ที่จะเพิ่มขึ้น และสำหรับบางเว็บก็อาจเพิ่มยอดขายได้หลายเท่าตัวเลยทีเดียว


บทสรุป

อาจดูเหมือนมีอะไรมากมายให้ทำเต็มไปหมดในตัว SEO Checklist ตัวนี้ แต่การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะการนับหนึ่ง ย่อมหมายถึงการนับสองนับสามตามมา เช็กลิสต์เหล่านี้ หากเราทำจนเกิดความคุ้นชิน เหมือนเรามีหลักให้ยึดเกาะ และสามารถเดินตามไปอย่างไม่ตกหล่น วันหนึ่ง ผลพวงของมันจะเห็นชัดอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้เรื่อง SEO เป็นอะไรที่ไม่มีสิ้นสุด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ เข้ามาอยู่เสมอ ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้กับผู้ทำเว็บไซต์มากมายที่จะร่วมกันเดินทางฝ่าฟันในโครงการระยะยาวนี้ไปด้วยกันนะครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง:

Related posts

Recent posts

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save