Inspiration

Articles

ห้ามพลาด! รวมงานโลโก้รีดีไซน์สวย ๆ จากแบรนด์ใหญ่ ประจำปี 2017

ปี 2016 จนถึงปี 2017 จัดได้ว่าเป็นปีที่มีความเปลี่ยนทางด้านการออกแบบเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโลโก้ของ Kodak, Mastercard, Instragram, Uber และอีกมากมายที่ทะยอยปรับภาพลักษณ์ขององค์กรเพื่อให้ตอบรับกับยุคเทคโนโลยีที่กำลังมาถึงในยุคปัจจุบัน

แนะนำฟอนต์ Sans Serif สวยและฟรีจาก Google Fonts

ผู้เขียนได้ไปรวบรวมชื่อฟอนต์แบบเสียเงินที่เป็นที่นิยมมาจาก Web fonts ชื่อดังอย่าง Typekit, Myfonts ก็ได้รายชื่อฟอนต์ Sans Serif มาเพียบ วันนี้เราจะมาดูฟอนต์ยอดนิยม Brandon Grotesque กัน และแจกลิสต์ Google Fonts สวย ๆ ที่หน้าตาคล้ายกัน

แฉชีวิตฟรีแลนซ์แบบหมดเปลือก… อาชีพนี้ดีจริงหรือโกหก !?

ฟรีแลนซ์อาจเป็นอาชีพที่ทุกคนใฝ่ฝัน ด้วยความมีอิสระอยากทำงานตอนไหนก็ได้ เที่ยว ดูหนัง นอนตอนไหนก็ได้… บทความนี้จะแฉชีวิต Freelance จริงๆให้ฟังว่าเป็นยังไง

5 เว็บไซต์หา Inspiration ที่ Web Designer เก่ง ๆ เข้าทุกวัน !!

5 เว็บไซต์เด็ด ๆ สำหรับหา Inspiration งานดีไซน์สวย ๆ ลอง Bookmark ไว้แล้วเข้าไปดูวันละนิดละหน่อย รับรองว่าวิธีคิดด้านดีไซน์ของคุณจะพัฒนาขึ้นแน่นอน

[Web Design Trend] เทรนด์เว็บดีไซน์อัพเดทล่าสุด ประจำปี 2014 !

ในปีที่ผ่านมาการดีไซน์เว็บไซต์ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากครับ มีเทรนด์การออกแบบเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งบางเทรนด์ก็เกิดมาแล้วถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย บางเทรนด์เกิดขึ้นมาแล้วก็เติบโตไปหลายรูปแบบ เช่น Flat Design ที่ออกมาหลายแบบหลายสไตล์ ทั้งของ Microsoft, Google, Apple

บทความนี้จะรวบรวมเทรนด์ Web Design ที่ได้รับความนิยม ซึ่งคนเป็นเว็บดีไซเนอร์ รวมถึงคนที่ทำงานเกี่ยวกับเว็บไซต์ ทั้งโปรแกรมเมอร์ คนทำเว็บ คนเขียนบทความ คนทำการตลาด ก็ควรรู้ไว้ครับ เพื่อเป็นความรู้ในการเลือกทำเว็บไซต์ในอนาคต

สำหรับดีไซเนอร์ ถ้าเห็นเทรนด์อันไหนที่ยังไม่เคยทำ แนะนำให้ลองทำดูครับ ส่วนโปรแกรมเมอร์ที่เห็นเทรนด์อันไหนเรายังเขียนโค้ดไม่เป็น อาจจะลองไปหยิบมาเล่นดูครับ เพราะในอนาคตจะมีงานเว็บไซต์ที่เกิดจากเทรนด์เหล่านี้มากมายแน่นอน

1. เทรนด์ออกแบบ Flat Design สะอาด ๆ เน้นแสดงข้อมูล

เริ่มจากเทรนด์ที่น่าจะรู้จักกันเยอะที่สุดก่อนนะครับ แต่บางคนอาจยังไม่ได้ติดตามอย่างละเอียดว่ามันเป็นยังไง

เทรนด์การออกแบบ Flat Design เนี่ยเป็นการทำเว็บไซต์แบบสะอาด ๆ เรียบ ๆ ไม่เน้น Effect มาก ก่อนหน้านี้คนจะชอบแบบ Skeuomorphism (แบบสมจริง เช่น ใช้ลายไม้ในการออกแบบแอพอ่านหนังสือ หรือใช้รูปไมโครโฟนในการออกแบบแอพอัดเสียง)

ตัวอย่างการดีไซน์แบบ Skeumophism (สมจริง) - ภาพประกอบจาก Designmodo

หรือในไทยก็ชอบแบบ Web 2.0 ที่เน้นการใส่เงา, Gradient เยอะ ๆ ซึ่งเว็บดีไซเนอร์ไทยก็ยังติด Web 2.0 อยู่มากครับ พวกหนังสือสอนเว็บดีไซน์ส่วนใหญ่ก็ไปแนวนั้นหมด

พอมาถึงยุคของ Flat Design เป็นการตัดรายละเอียดหลาย ๆ อย่าง พวกการใช้เงา การไล่ Gradient ออกไปครับ ซึ่งจะเน้นการใช้สี / รูปทรงเพื่อแสดงว่าส่วนไหนสำคัญในเว็บไซต์ มากกว่าเมื่อก่อนที่ปุ่มในเว็บต้องไล่ Gradient เด่น ๆ เพื่อให้ปุ่มดูนูนและคนมองเห็นได้ง่าย

ตัวอย่างการดีไซน์เว็บแบบ Flat Design - เว็บไซต์ Mediatemple.net

อย่างไรก็ตาม บางคนมองว่า Flat Design อาจดูธรรมดาเกินไป หรืิอดูไม่มีความลึกในงานดีไซน์ จึงมีบางส่วนที่ดีไซน์เป็นแนว Almost Flat Design คือไม่ได้เรียบ ๆ ไปหมด แต่บางส่วนมีการใช้ Gradient มาช่วยทำให้ดูเด่นขึ้น หรือมีการใช้รูปถ่ายจริงร่วมกับปุ่มแบบ Flat สร้างความแปลกใหม่ (ซึ่งผมก็เริ่มเห็นเยอะจนรู้สึกเก่าแล้วเหมือนกันครับ)

นอกจากนั้นเทรนด์อีกอันนึงที่มาพร้อมกับ Flat Design ซึ่งบูมอยู่ช่วงนึง ก็คือ Long Shadow ครับ ซึ่งเอาจริง ๆ ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันสวยยังไง แต่ที่แน่นอนคือมันดูแปลกใหม่ดีครับ

ตัวอย่างงานดีไซน์แบบ Long Shadow - รูปประกอบจากเว็บไซต์ unlimitedtricks.com

2. เทรนด์ออกแบบ One Page Website หน้าเดียวอยู่

เทรนด์นี้มีการใช้อย่างแพร่หลายครับ รวมถึงเว็บไซต์ไทยก็เอามาใช้หลายเว็บไซต์แล้วเหมือนกัน เมื่อก่อนนี้เวลาเว็บไซต์นึงเวลาทำจะนับเป็นหน้าครับ มีกี่หน้า หน้าแรก, หน้ารวมสินค้า, หน้าฟอร์มติดต่อ ฯลฯ

One Page Web Design จะทำให้หน้าแรกหน้าเดียวมีข้อมูลครบทุกอย่าง ลิสต์สินค้าได้ ลงฟอร์มติดต่อได้ เล่าเรื่องการก่อตั้งบริษัทแบบซีรีย์เกาหลี 20 ตอนจบก็ยังได้ ลองดูตัวอย่างด้านล่างครับ จะเห็นว่า One Page Design จะค่อนข้างยาวมาก ๆ (คลิกบนรูปเพื่อดูรูปใหญ่เลยครับ)

ตัวอย่างการออกแบบเว็บไซต์แบบ One Page จาก Themeforest.net

ซึ่งเว็บไซต์ที่เหมาะกับ One Page Design ก็มีหลายแบบครับ เช่น เว็บไซต์ธุรกิจที่อธิบายเกี่ยวกับรายละเอียดธุรกิจทั้งหมดในหน้าเดียว หรือเว็บไซต์ Portfolio ที่รวมผลงาน รวมถึงข้อมูลติดต่อในหน้าเดียวเลย

ข้อดีของเว็บไซต์แบบ One Page Design คือ เขียนเว็บไซต์ขึ้นมาหน้าเดียว ไม่ต้องทำเว็บไซต์เป็นหลายหน้าให้ยุ่งยาก สะดวกทั้งคนทำ และคนดูด้วยครับ ส่วนตอนดีไซน์จะยากหรือง่ายนี่ขึ้นอยู่กับความถนัดของดีไซเนอร์ล้วน ๆ เลย

ถ้าสังเกตเทรนด์นี้ดี ๆ จะเห็นว่า การออกแบบแนวนี้ไม่มีการใช้ Sidebar ในงานดีไซน์เลยครับ ซึ่งก็ช่วยลด Element ที่จะมากินพื้นที่การอ่านบทความ (โดยเฉพาะเว็บไซต์แนว Blog, Magazine) ช่วยให้คนอ่านบทความอ่านได้สบายขึ้นครับ

3. เทรนด์ออกแบบ Parallax Web Design

เทรนด์การทำเว็บไซต์แบบ Parallax ออกมาพร้อม ๆ กับ One Page Web Design ครับ เนื่องจากการทำเว็บไซต์แบบ One Page ถ้าเลื่อนลงมาธรรมดา ๆ มันไม่เท่ เลยมีการใส่ Effect แบบ Parallax Scrolling เพื่อให้มันมีเอฟเฟ็กต์ให้คนเข้าเว็บไซต์รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากขึ้นครับ

ตัวอย่างการทำ Parallax Web Design ถ้าดูแต่รูปอาจจะไม่เข้าใจ ต้องลองไปเล่นเองใน Browser ด้วยครับ ถ้าอธิบายแบบง่าย ๆ คือมันช่วยให้เว็บไซต์ดูมีมิติมากขึ้นโดยการทำให้ Element บนหน้าเว็บไซต์เลื่อนตามเม้าส์ลงมาไม่พร้อมกัน

ตัวอย่าง Parallax Web Design - https://everylastdrop.co.uk/

ซึ่งการทำเว็บไซต์แบบ Parallax Design มีคนนำไปใช้เยอะมากครับ เว็บไซต์ของไทยเองก็มี Agency ที่หยิบไปใช้บ้างเหมือนกัน ทำออกมาได้สวยด้วยครับ ลองแวะไปชม เว็บไซต์ The Lake เลยครับ

4. เทรนด์ออกแบบ Interactive ด้วย HTML5

HTML5 เริ่มมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่ออกมาเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน จากที่คนทำเว็บยังไม่ค่อยรู้จัก ใช้ไม่ค่อยเป็น หรือบราวเซอร์ยังไม่ค่อยรองรับ มาถึงตอนนี้ Modern Browser ทุกตัวรองรับ HTML5 เยอะมากแล้วครับ รวมถึง Internet Explorer 11 ด้วย (แต่แน่นอนว่าเว็บราชการไทยก็ยังต้องต่อสู้กับ IE6 ต่อไปครับ สู้ตายฮะ)

หลังจากที่กระแสของ Flash เริ่มตกลงไปด้วยหลาย ๆ สาเหตุ และยังเล่นไม่ค่อยได้ใน Smartphone, Tablet ก็ทำให้ HTML5 ผงาดขึ้นมาแทนครับ ด้วยความที่ HTML5 เล่นใน iPhone / Android ได้ไม่มีติดขัด (อาจจะ lag บ้างตามสเปคเครื่อง) รวมถึงมี Tool, Library ออกมารองรับมากมาย ทำให้เดี๋ยวนี้การทำ Interactive ด้วย HTML5 สะดวกขึ้นเยอะครับ

ตัวอย่างเว็บไซต์ Interactive สวย ๆ - Findyourwaytooz

ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีอย่าง WebGL ที่ทำให้สามารถทำกราฟฟิกแบบ 3D ได้ รวมถึง Canvas ที่ช่วยให้การทำกราฟฟิกแบบ 2D เขียนได้ในไม่กี่บรรทัด และแน่นอนว่าสามารถเขียนเป็นเกมส์ HTML5 ได้ด้วยครับ

เกมส์ HTML5 เขียนเองคร้าบ ลองเล่นกันได้ที่ https://spacerobot-html5.bitballoon.com/ (PC/Mobile)

5. เทรนด์การใช้ SVG เป็นกราฟฟิกบนเว็บไซต์

ในปีที่ผ่านมาคนทำเว็บไซต์พยายามหาวิธีการนำ Vector Graphic มาใช้ครับ ซึ่งก็มีการนำ Vector มาแปลงเป็นฟ้อนต์อีกที กลายเป็น Icon Font (ใครยังไม่รู้จัก แนะนำให้อ่านบทความ Icon Font คืออะไร? และวิธีการใช้งาน Icon Font ครับ)

พอมาถึงยุคที่ Icon Font เริ่มมีปัญหา เพราะต้องใช้กับ CSS3 @font-face ซึ่งถ้าบราวเซอร์ไม่รองรับก็มองไม่เห็น แถมถ้าเรียกไฟล์ไอคอนจากโฮสต์อื่นก็จะทำให้ Firefox บลอค Icon Font ไป หรือบางทีเราอยากได้แค่ไอคอนเดียว แต่ต้องใช้ไฟล์ฟ้อนต์ทั้งไฟล์ก็ดูเยอะไปครับ

สุดท้ายทางออกของการใช้ Vector Graphic บนเว็บไซต์ ก็กลายมาเป็น SVG ซึ่งเป็นนามสกุล Vector นามสกุลหนึ่งที่สามารถอ่านบน Browser ได้ครับ แถมข้อดีนอกจากที่ว่ามันเป็น Vector เส้นเลยไม่แตก คือมันสามารถเอามา Animate ได้อีกด้วย !! ลองเล่นเว็บด้านล่างดูครับ จะเห็นว่า SVG ทำอะไรได้เยอะมาก ๆ

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใช้ SVG Vector Graphic https://www.tiempodevendermas.cl/

ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมี Tool, Library สำหรับใช้ SVG บนเว็บไซต์ออกมาแล้วครับ ซึ่งรวมถึงเทคนิคการแก้ไขเวลา Browser ไม่รองรับ SVG อีกด้วย ในโอกาสต่อไปจะนำมาเขียนอธิบายให้ทุกท่านฟังกันคร้าบ

สรุปเรื่องเทรนด์เว็บดีไซน์ ปี 2014

หวังว่าจะได้ไอเดีย / เทคนิคใหม่ ๆ ในการทำเว็บดีไซน์ไปไม่มากก็น้อยครับ ไม่ว่าจะเป็นเว็บดีไซเนอร์ หรือโปรแกรมเมอร์ แนะนำให้ลองหาเวลามาศึกษา Trend พวกนี้เพิ่มเติมครับ อยากโตในวงการทำเว็บไซต์เราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ เพราะโลกมีเทรนด์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอด ซึ่งทางเว็บไซต์ Designil ก็จะนำเสนออะไรใหม่ ๆ มาให้ทุกท่านได้อ่านเรื่อย ๆ เพื่อให้ไม่ตกยุคกันครับ

นอกจากทางเว็บไซต์ กับ Designil Facebook Page ที่มีลิงค์เจ๋ง ๆ อัพเดทตลอดแล้ว Designil.com ก็เพิ่มช่องทางในการติดตามข่าวสาร รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับเว็บดีไซน์ ด้วย Designil Newsletter

ท่านใดเช็คอีเมลอยู่บ่อย ๆ พลาดไม่ได้ครับ Designil Newsletter จะมีข้อมูลใหม่ ๆ ส่งตรงถึง Inbox คุณฟรี ไม่มีสแปม 100% !!


[Web Design Trend] เจาะลึกเว็บดีไซน์สไตล์ญี่ปุ่น ทำไมถึง… แบบนี้ !!

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้ไปอ่านเจอบทความหนึ่งที่พูดถึงการออกแบบเว็บไซต์สไตล์ญี่ปุ่น ซึ่งบทความนี้อธิบายปัญหาต่าง ๆ ของเว็บดีไซน์ในญี่ปุ่นว่าทำไมถึงดูเก่า ๆ และสาเหตุมาจากอะไร จึงนำมาเรียบเรียงให้คนไทยได้อ่านกันครับ มีมุมมองที่น่าสนใจ และใช้ได้กับเทรนด์เว็บดีไซน์ของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีน ไต้หวัน เป็นต้น

โดยท่านใดที่ต้องการอ่านบทความต้นฉบับ (ภาษาอังกฤษ) ​เกี่ยวกับเทรนด์การออกแบบเว็บไซต์ในญี่ปุ่น สามารถอ่านได้ที่บทความ Why Japanese Web Design is So.. Different - Random Wire เลยครับผม ส่วนท่านใดสะดวกภาษาไทยก็อ่านต่อเลยครับ

ความ "เก่า" ในงานเว็บดีไซน์ของญี่ปุ่น

เวลานึกถึงประเทศญี่ปุ่น เรามักนึกถึงการ์ตูน อนิเมชั่นน่ารัก ๆ, เทคโนโลยีสุดทันสมัย. หรือวัดสวย ๆ สวนเท่ ๆ สไตล์ ZEN สำหรับในวงการดีไซน์แขนงต่าง ๆ ทั้ง Product Design (ออกแบบสินค้า), Advertisement Design (ออกแบบโฆษณา) ของญี่ปุุ่นก็มีชื่อเสียงอย่างมาก

น่าแปลกที่ ความสวยงามเหล่านี้ไม่เคยถูกนำมาใช้กับเว็บดีไซน์

เว็บไซต์ส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นในปัจจุบันจะดูเก่า ๆ ขาดความทันสมัย เหมือนกับออกมาจากยุค 10 ปีที่แล้ว ลองดูเว็บไซต์ด้านล่างเป็นตัวอย่างนะครับ

ตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ rakuten.co.jp -- รูปจากบทความต้นฉบับ

ไม่ใช่แค่เว็บไซต์นี้เว็บไซต์เดียวนะครับ ลองดูตัวอย่างเว็บไซต์อื่น ๆ ของญี่ปุ่นเพิ่มเติม : Goo, OKWaveYomiuri (หนังสือพิมพ์ชื่อดังของญี่ปุ่น), Niconico (เว็บไซต์แนว Youtube ชื่อดังของญี่ปุ่น), Cosme (อันนี้น่าจะแนว Jeban ครับ)

สิ่งที่เราสรุปได้จากการดีไซน์เว็บไซต์สไตล์ญี่ปุ่น คือ:

  • ตัวหนังสือเยอะ ๆ แน่น ๆ
  • รูปเล็ก ๆ ไม่ชัด
  • คอลัมน์เยอะ ขนาดที่ว่า Grid System ทั่วไปคงไม่พอ
  • สีสันสดใส จนถึงเกือบลายตา
  • ใช้เทคโนโลยีเก่า ๆ เช่น Flash เยอะมาก

ถามว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ อ่านต่อไปแล้วจะได้คำตอบครับ ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป

"ภาษา" ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ขอขอบคุณรูปจาก Shootjapan.com

ตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นที่เรียกว่า "คันจิ"​ มีต้นแบบมาจากภาษาจีนครับ ซึ่งถ้าใครเคยเรียนภาษาใดภาษาหนึ่งมาก่อนจะทราบว่า 1 ตัวอักษรสามารถอ่านเป็นคำแปลออกมาได้หลายความหมาย เพราะฉะนั้นภาษาญี่ปุ่นสามารถเขียนประโยคโดยใช้ตัวอักษรไม่กี่ตัวก็เก็บรายละเอียดครบ

สิ่งนี้ทำให้ในวัฒนธรรมการสื่อสารของญี่ปุ่น ผู้เขียนสามารถอธิบายเนื้อหาได้เจาะลึกโดยใช้พื้นที่ที่น้อยกว่าภาษาอังกฤษ (หรือภาษาไทยเรา) หลายเท่า และผู้อ่านญี่ปุ่นก็จะชินกับการสื่อสารแบบนั้น สังเกตจากรูปหนังสือพิมพ์ด้านบน จะเห็นว่ามีการใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า ตัวอักษรอัดแน่นเต็มแผ่นครับ

นอกจากนี้ ภาษาญี่ปุ่นไม่มีตัวอักษรเอียง หรือตัวอักษรใหญ่-เล็ก (แบบ A กับ a ในภาษาอังกฤษ) ทำให้ภาษาญี่ปุ่นไม่สามารถเขียนเน้นคำได้ ลองคิดว่าถ้าปุ่มซื้อของปุ่มหนึ่งเขียนว่า "BUY NOW" กับอีกปุ่มเขียน "buy now" เราก็จะสนใจปุ่มแบบแรกมากกว่าเพราะตัวอักษรใหญ่เด่นกว่าครับ ทำให้ผู้อ่านภาษาญี่ปุ่นรู้ได้ยากที่จะบอกว่าส่วนไหนสำคัญกว่าส่วนไหน วิธีแก้ที่เค้าใช้กันก็คือ ทำตัวอักษรเป็น Graphic ให้ดูเด่นขึ้น ครับ

สำหรับเหตุผลสุดท้ายเลยก็คือ Language Barrier หมายถึง ความแตกต่างของภาษาที่ทำให้ยากต่อการสื่อสาร อย่างที่ทราบกันว่าผู้สร้างภาษาโปรแกรมมิ่งส่วนใหญ่เป็นคนฝรั่ง (ยกเว้น Ruby นะครับ อันนี้คนญี่ปุ่นทำ) จึงทำให้การสไตล์การเขียน หรือ Documentation, บทความสอนการใช้งาน เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด สำหรับประเทศที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องยากที่จะตามทันเทคโนโลยีครับ

ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับคนไทยเหมือนกันครับ บางคนไม่เก่งภาษาอังกฤษก็ต้องรอไปเป็นปีกว่าเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะมาถึงไทย อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ Designil เกิดขึ้นมาก็เพราะเหตุผลนี้ครับ ผมต้องการให้คนไทยได้รับข่าวสารเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการทำเว็บไซต์จากต่างประเทศ เพราะของดี ๆ ในต่างประเทศเยอะมากแต่มาไม่ถึงคนไทย แนะนำให้ทุกท่านติดตามได้ใน Facebook Page Designil เลยครับ ผมจะนำมาแชร์อยู่ตลอดครับ

ใครตามอ่านเพจไม่ทัน ตอนนี้ผมก็ทำหัวข้อ Collection รวมลิงค์เด็ด ๆ จากเพจ Designil ไว้ครับ เข้าไปดูในนั้นได้เช่นกันครับผม

ความแตกต่างทาง "วัฒนธรรม" ก็มีผลกระทบ

ขอขอบคุณรูป จากเว็บไซต์บทความต้นฉบับ

ประเทศญี่ปุ่นเป็น ประเทศที่มักจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ต่างจากประเทศแถบยุโรปที่จะมีความกล้าได้กล้าเสียมากกว่าครับ ซึ่งในวัฒนธรรมของญี่ปุ่นนั้น พอประธานบริษัทตั้งบริษัทขึ้นมาแบบไหน ทุกคนในบริษัทก็จะทำตามไปแบบนั้น ถึงแม้ว่าจะมีวิธีที่ดีกว่าเกิดขึ้นมาก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างยึดติดกับสิ่งเดิม ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็เป็นข้อดีครับที่ทำให้วัฒนธรรมของญี่ปุ่นไม่ถูกประเทศอื่นเข้ามาดูดกลืนไปง่าย ๆ

คนญี่ปุ่นต้องการความแน่นอนสูง นั่นก็คือเว็บไซต์จะต้องมีรายละเอียดยาว ๆ ยิบย่อยให้อ่าน คนญี่ปุ่นจะศึกษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง เพราะฉะนั้นงานดีไซน์สไตล์ Minimal มาก ๆ เขียนแค่ชื่อหัวข้อเท่ ๆ กับรูปโดนใจ แบบ "Less is More" อาจจะไม่เหมาะกับคนญี่ปุ่นเท่าไรนัก

นอกจากนั้น องค์กรในญี่ปุ่นมองเว็บไซต์เป็นแค่หนึ่งในช่องทางประชาสัมพันธ์ มีไว้สำหรับ "พูด" เรื่องของตัวเองให้ดังที่สุดเท่านั้น จึงทำให้เว็บไซต์เต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลยัดอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ

หากท่านใดเคยไปเที่ยวที่ญี่ปุ่น ก็จะเห็นว่าในเมืองใหญ่ ๆ อย่าง Shibuya มีป้ายแสงสีนีออนเต็มไปหมด ตึกก็อัดแน่น คนก็เบียดเสียดเต็มรถไฟใต้ดิน เพราะว่า "ที่ดิน" เป็นสินทรัพย์ราคาแพงของคนญี่ปุ่นที่มีไม่พอใช้ ทุกระเบียดนิ้วจึงต้องมีประโยชน์ และเรื่องนี้ก็ถูกนำมาปรับใช้กับการควบคุม Negative / White Space บนเว็บไซต์ญี่ปุ่นด้วย

การประกาศหาคนทำเว็บไซต์ในญี่ปุ่นของบริษัทใหญ่ ๆ ก็จะเขียนในประกาศหางานว่า หาตำแหน่ง "Web Master" หรือ "Web Admin" แทนที่จะตามหา "Front-end Developer", "Web Designer", "UX/UI Designer" สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรในญี่ปุ่นยังมองว่าเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ใช้แค่คน ๆ เดียวสามารถทำได้ทุกอย่าง ส่วนใครมีหัว Creative ความคิิดสร้างสรรค์เยอะ ๆ อยากมีอิสระในการคิดดีไซน์สวย ๆ ก็ไม่เลือกจะไปทำบริษัทใหญ่ จะเลือกหนีไปที่อื่นแทน

ความแตกต่างด้าน "เทคโนโลยี" ที่เข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง)

ขอขอบคุณรูปภาพ จากคุณ Scion_Cho

เขียนบทความยาว ๆ เริ่มเครียดฮะ ขอเล่นมุขนิดนึง (หรือทำคนอ่านเครียดกว่าเดิม)

ก่อนหน้าที่ยุค Smart Phone อย่าง Blackberry, iPhone, Android จะมาถึง คนญี่ปุ่นไม่ได้ฮิต NOKIA แบบคนไทยนะครับ แต่ที่นู่นเค้ามีโทรศัพท์รุ่นฝาพับระดับสูง มีโปรแกรม / เว็บไซต์ซัพพอร์ทมากมาย อ่านการ์ตูนในมือถือได้ก่อน iPhone จะมาถึงซะอีก

ทำให้ในปัจจุบันมือถือฝาพับก็ยังได้รับความนิยมไม่แพ้ iPhone เลยครับ เว็บไซต์ต่าง ๆ จึงพยายามทำหน้าตาเว็บไซต์ที่เปิดดูได้ในพื้นที่แคบ ๆ และเป็นผลกระทบที่ทำให้เว็บไซต์หน้าตายังเป็นแบบเก่า ๆ อยู่

ปัญหาเรื่อง Web Font ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันครับ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าภาษาญี่ปุ่นมีตัว "คันจิ" ซึ่งมาจากภาษาจีน และมีจำนวนหลายพันตัว ทำให้การทำฟ้อนต์ญี่ปุ่นขึ้นมาฟ้อนต์นึงเนี่ยยากกว่าทำฟ้อนต์ภาษาไทยที่ว่าตัวอักษรเยอะแล้วหลายเท่า ด้วยเหตุนี้ภาษาญี่ปุ่นเลยใช้ CSS3 @font-face แบบเราไม่ได้ครับ (เพราะไม่มีฟ้อนต์ให้ใช้นั่นเอง) จะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นเลือกใช้ Graphic สำหรับหัวตัวหนังสือข้อใหญ่ ๆ มากกว่า

Windows XP และ IE 6 ในตำนาน ที่นอกจากจะทำความลำบากให้คนทำเว็บชาวไทยแล้ว ถึงแม้ว่าคนญี่ปุ่นจะเริ่มใช้ Internet Explorer ตัวเก่านี้น้อยลงแล้ว แต่ในคอมพิวเตอร์ขององค์กรใหญ่ ๆ ก็ยังใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายครับ (ใครเจอปัญหากับ IE6 7 8 อย่าลืมแวะไปอ่าน บทความสอนปราบ IE6 7 8 ให้อยู่หมัด ครับ)

อนาคตของเว็บดีไซน์ในญี่ปุ่น

จากบทความข้างต้น น่าจะเห็นกันแล้วครับว่าสาเหตุที่เว็บดีไซน์ไม่ค่อยพัฒนา เกิดจากเรื่องของวัฒนธรรมและภาษาค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นอะไรที่เปลี่ยนยากครับ

อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ บริษัทคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น MUJI หรือ UNIQLO ก็พยายามใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ Layout สะอาด ๆ ในเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องมีข้อมูลหนัก ๆ ติดกันเยอะ ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน เราก็มาดูกันต่อไปครับว่าในอนาคตเว็บไซต์อื่น ๆ ของญี่ปุ่นจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างมั้ย

อ่านของญี่ปุ่นแล้วคิดว่าเว็บดีไซน์ของไทยเราเป็นยังไงบ้างครับ? แอดมินอยากฟังความเห็นจากมุมมองของทุกท่าน ทิ้งความเห็นไว้ในคอมเม้นท์ด้านล่างกันนะครับ 🙂

ข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณ Chaitat Voravarn

สำหรับใครที่อยากดูเว็บดีไซน์สไตล์ญี่ปุ่น สามารถเสิร์จ Google ด้วยคีย์เวิร์ด "Webデザイン" (อ่านว่า เว็บดีไซน์) ได้เลยครับ หรือถ้าอยากได้ข้อมูลเยอะ ๆ แนะนำให้เสิร์จผ่าน Yahoo! Japan ครับ (คลิกลิงค์เพื่อไปหน้า Search Result ได้เลยครับ)

ท่านใดดูเว็บญี่ปุ่นแล้ว อยากเข้าไปดูเว็บไทยสวย ๆ บ้าง สามารถแวะไปที่ CSSDEE เว็บรวมเว็บไทยดีไซน์สวย ได้เลยคร้าบ