ปัญหาของการเรียน Bootcamp UX UI ที่นายจ้างไม่เคยบอกคุณ

Natk

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้แอดนัทกลับมาพร้อมกับบทความที่ได้อ่านมาล่าสุดในเรื่องของเทรนด์ของการเรียนออนไลน์ด้วยตนเองทางด้าน UX UI สำหรับคนที่อยากย้ายสายงานมาทำงานสายนี้ควรจะต้องอ่านเลยค่ะ

ในบทความนั้นได้กล่าวถึงเรื่องของการเรียนแบบระยะยาว ที่จะมีการเรียนแบบเทรนด์สอนการทำงานสกิลขั้นโหด หรือที่เรารู้จักกันในคำว่า UX UI Bootcamp

บทความนี้มีอะไรบ้าง แสดง

คอร์สเรียน Bootcamp คืออะไร

Bootcamp คือ หลักสูตรติวเข้มเป็นการฝึกอบรมระยะสั้นที่เข้มข้น ซึ่งออกแบบมาเพื่อเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการทำงานจริง คุณสามารถค้นหาหลักสูตรติวเข้มแบบ Fullstack หลักสูตรการเขียนโค้ด UX/UI ตลอดจนหลักสูตรติวเข้มด้าน Data ต่างๆ เช่น Data Analyst, Data Engineer หรือ Data Science เป็นการอบรมอย่างเข้มข้นในระยะเวลาจำกัด ที่จะทำให้คุณสามารถมีผลงานเพื่อไปสมัครงานได้จริงหลังจากเรียนจบ

เป้าหมายของการเรียนแบบ Bootcamp คือการเตรียมพร้อมคุณให้เข้าสู่ระบบการทำงานในเวลาอันรวดเร็ว โดยคุณจะได้ทักษะประเภท Hard skill ที่เหมาะสำหรับการทำงานจริงอย่างครบถ้วน


ทำไมการเรียน Bootcamp UX UI ถึงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง

ในปัจจุบันนั้นในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา อังกฤษ ยุโรปหรือทางออสเตรเลียเองก็ตาม มีเทรนด์การเรียนการสอนที่เรียกว่า Bootcamp ขึ้นมามากมาย ทำให้นักเรียนที่สนใจจะเปลี่ยนอาชีพมาทำงานสาย Tech เองนั้นมองเห็นลู่ทางในการย้ายงาน เพื่อโดดเข้ามาในสายอาชีพที่มีการให้เงินเดือนที่สูงลิบลับ เมื่อเทียบกับการเรียนทางด้านสายอื่น

อีกทั้งหลายๆ ที่ยังใช้เทคนิคการทำ Marketing โฆษณาเชิญชวนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนำเสนอ “เงินเดือนที่เตะตา” รวมไปถึงการเรียนแบบระยะสั้นที่จะการันตีให้คุณสามารถหางานได้ภายในระยะสั้น

บางคอร์สในต่างประเทศนั้นให้คำโฆษณาว่าเรียน 12 สัปดาห์ก็การันตีการหางาน ที่จะได้เงินเดือนในระดับหลักแสนต่อเดือน และคอร์สบางแห่งเรียกเก็บเงินสูงถึง 12,000 เหรียญ (428,000 บาท) ซึ่งถือว่าแพงมาก แพงกว่าคอร์สเขียนโค้ดเป็นเท่าตัว แถมปัญหาที่ตามมาคือบางคนเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้อีก

ปัญหาของการเรียน Bootcamp ux ui

4 ปัญหาหลักของการเรียน Bootcamp UX UI

1. ผลงานของผู้สมัครไม่มีความแตกต่างกัน

อ้างอิงจากบทความของดีไซน์เนอร์หลายๆ ท่านหรือผู้ว่าจ้างงานในระดับ Lead ได้เห็นพ้องต้องกันว่า การตรวจ Portfolio หรือ Resume ในปัจจุบันนั้นค่อนข้างทำได้ยากมากยิ่งขึ้น เพราะนักเรียนทุกคนที่ต้องการจะมาเริ่มทำงานในบริษัท ต่างมี Portfolio ที่มีรูปแบบการจัดเรียงและวิธีในการทำโปรเจคที่ออกมาเหมือนกันแบบ copy ทุกสเตป ทำให้ไม่มีข้อแตกต่างหรือจุดเด่นที่แสดงออกมาเลยในแต่ละคน

หรือในภาษาอังกฤษเราจะเรียกกันว่า การทำพอร์ตฟอลิโอแบบ Cookie-Cutter

ระวังเรื่องการเขียนพอร์ตฟอลิโอให้มีรูปแบบแพทเทิร์นที่ตรงตามตำรา เพราะพอร์ตฟอลิโอของคุณอาจจะไปซ้ำกับคนอีก 100 คนที่สมัครงานในตำแหน่งเดียวกันกับคุณก็เป็นได้

2. ผลงานไม่การันตีทักษะ Soft skill

การเรียนการสอนที่ระยะสั้น ทำให้หลายคนยังไม่ได้ลองสัมผัสกับการทำงานในระบบองค์กรสาย Product ที่แท้จริง พอรับพนักงานเข้ามาทำจริงๆ กลับทำงานไม่ได้อย่างที่คาดหวังเอาไว้

ทำให้นักเรียนหลายท่านเมื่อเข้าไปทำงานจริง ไม่สามารถจัดการงานให้เสร็จทันตามเวลาหรือที่เรียกว่า Tight deadline ได้ อีกทั้งยังไม่สามารถจัดการกับความต้องการของ Stakeholder ที่เข้ามาพร้อมกันระหว่างทำงานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ถ้าเกิดหัวหน้าหรือคนที่เกี่ยวข้องขอแก้ไขงาน, เดปไม่สามารถพัฒนาตรงส่วนนี้ได้, เวลาการทำงานที่มีจำกัด ไม่สามารถรีเสิชได้ทัน แต่ต้องส่งงาน เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร?, ถ้าเกิดเข้าไปทำงานแล้วไม่ได้มีเวลาเพียงพอสำหรับการรีเสิชได้เลย เราจะทำงานอย่างไร?

3. คอร์สเรียนระยะสั้น ไม่ได้สอนให้เรารู้จักการทำงานในองค์กร

นอกจากนี้คอร์สเรียนแบบ Bootcamp ยังไม่ได้สอนทักษะทางด้าน Organisational skills หรือที่เรียกว่าทักษะการทำงานองค์กร ที่เราจะต้องทำงานร่วมกันกับคนอื่นมากมายหลายแผนก ที่ไม่ได้จะเป็นงานรับคำสั่งมาแล้วออกแบบ และส่งมอบ แต่การทำงานด้าน UX UI จะเป็นการทำงานที่มีทักษะอื่นๆมาเกี่ยวข้องมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

สกิลพรีเซนต์ผลงาน, การจัดการความคาดหวัง, การบริหารความเสี่ยง, หรือทักษะการเจรจาต่อรอง ถ้าหากว่าสิ่งที่เราออกแบบไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ หรือไม่สามารถทำได้ เราจะตัดสินใจยังไงต่อเพื่อไม่ให้กระทบกับคนอื่นและธุรกิจ etc.

เนื่องจากงานด้าน UX, UI, Product designer จะเป็นงานที่ใช้ทักษะทางด้าน ​Presentation & Collaboration

ตัวอย่างทักษะ Organisational skills อาทิเช่น

  1. Time management – วิธีการจัดการเวลา
  2. Communication – วิธีการสื่อสาร การเล่าเรื่อง
  3. Setting goals – การตั้งเป้าหมายการทำงาน
  4. Delegation – การกระจายงานให้ผู้อื่น (ไม่ทำงานคนเดียว)
  5. Working under pressure – การทำงานภายใต้ความกดดัน
  6. Self-motivation – การสร้างแรงบันดาลใจด้วยตนเอง
  7. Analytical thinking – การคิดแบบเป็นระเบียบแบบแผน
  8. Attention to detail – ความใส่ใจรายละเอียด
  9. Decision-making – การตัดสินใจ
  10. Strategic planning – การวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

4. คอร์สเรียน Bootcamp ไม่ได้สอนให้นักเรียนเข้าใจเรื่องของ BUSINESS

ไม่ว่าจะเป็นการทำงานแบบไหนก็ตาม การออกแบบนั้นจะต้องเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กับทางธุรกิจอยู่เสมอ และบริษัทจะจ้างเราเข้าไปทำงานก็ต้องคาดหวังเรื่องของผลตอบแทนของบริษัทในระยะยาวเสมอ

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มาเรียนออกแบบอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ว่าในคลาสเรียนในปัจจุบัน ไม่ได้สอนให้เราทำความเข้าใจวิธีการทำธุรกิจที่แท้จริง ว่าจะต้องประกอบไปด้วยการทำงานของแผนกไหนบ้าง มีใครที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเบื้องหลังบ้าง สิ่งนี้คือสิ่งที่ดีไซน์เนอร์จะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองหากอยากจะเข้าไปสัมผัสการทำงานจริงในองค์กรนั่นเองค่ะ


Bootcamp UX UI problems
Bootcamp UX UI problems

ภาพด้านบนนี้คุณดีไซน์เนอร์กล่าวไว้ว่า ถ้าหากคุณได้งานด้าน UX แล้ว สิ่งที่คุณต้องทำในทุกวันคือทำงานเกี่ยวข้องกับการจัดการด้าน Design debt (เช่นการรีเสิชมาแล้วไม่ได้ใช้งานต่อ เสียเวลาไปเปล่าๆฟรีๆ) หรือต้องไปใช้งาน Design systems ที่มี 3 ตัวในโปรเจคเดียวกัน จะเลือกใช้งานอย่างไร แต่คุณก็ไม่สามารถออกแบบใหม่ได้เพราะว่าเขาไม่ให้ออกแบบใหม่ และคุณมีเวลาจำกัดในการส่งงาน

คุณอาจจะบอกว่าชอบการออกแบบ ดังนั้นการใช้เวลาไปกับการออกแบบบน Figma ในการทำแอพใหม่จึงเป็นอะไรที่ดูสนุก

แต่ภาพการทำงานจริงนั่นคือการไปทะเลาะกับ PMs หรือ Engineers ทั้งวันในเรื่องของเป้าหมายของ Product เราจะทำอย่างไรให้เจรจากับทีมต่างๆในองค์กรได้ หากเรามีทรัพยากรที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นเวลา ทีม และอื่นๆ


วิธีแก้ปัญหาสำหรับคนที่อยากเรียนด้าน Bootcamp UX UI

ในที่นี้เองแอดนัทก็ผ่านการเรียนแบบ Bootcamp มาเช่นเดียวกันค่ะ ต้องบอกว่า Bootcamp นั้นก็ให้ความรู้กับแอดนัทได้มากๆเลยทีเดียว และในประเทศไทยและต่างประเทศเองก็มีหลายหลักสูตรที่น่าสนใจและดีเยี่ยมเยอะมาก

ในส่วนของบทความที่แอดนัทจะเขียนต่อไปนี้จะเป็นเรื่องราวของวิธีการปรับตัวสำหรับคนที่อยากเรียนแบบ Bootcamp ว่าจะเพิ่มสกิลอย่างไร ให้เราสามารถเป็นคนที่แตกต่างและหางานได้หลังจากเรียนจบ

มาดูกันเลยว่าเราจะทำอย่างไรให้ Resume + Portfolio ของเรานั้นแตกต่าง
และจะช่วยให้เราหางานได้ง่ายขึ้นกันค่ะ

1. หา Mentor หากต้องการจะเปลี่ยนสายงาน

หาคนไกด์ช่วยฝึกสกิลของเราระหว่างทาง เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะการทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง แตกต่างจากการเรียน Bootcamp มากๆ

และการมี Mentor จะช่วยให้คุณดึงสกิลที่คุณเคยมีในการงานก่อนหน้า มาใช้ในการพรีเซนต์ตัวเองเพื่อหางานทางด้านนี้ได้ในอนาคต เรียกว่ามีคนมาช่วยไกด์เราให้เราดึงสกิลลับของเราที่ซ่อนไว้ออกมาเพื่อสร้างจุดเด่นได้นั่นเองค่ะ

2. หาที่ฝึกงานนอกเวลา

ฝึกทำงาน ฝึกรับงานจริง แต่ถ้าเกิดเพิ่งเริ่มในสายนี้ เราก็จะยังหางานทำจริงได้ยากหากยังไม่มีผลงาน ดังนั้นต้องขยันขอไปทำงานฟรีหลังเลิกงานกับพี่ๆ ในวงการ เพื่อได้ทดลองทำงานจริง

3. ใจกล้า

ส่งอีเมล์ไปขอฝึกงานกับบริษัทเลย เพื่อจะได้ทดลองทำงานจริงในระยะเวลา 1 – 3 เดือน เพื่อที่จะได้เรียนรู้การทำงานในธุรกิจที่ทำงานเกี่ยวกับ Digital product จริงๆ

คนไทยชอบกังวลเรื่องอายุ แต่แอดนัทอยากให้กำลังใจว่าอายุเท่าไรก็ขอไปฝึกงานได้ ถ้าเราใจกล้า คนรับเขาก็ใจกล้าเช่นกันค่า แต่อาจจะต้องสื่อสารกันให้ชัดเจน เพราะบางบริษัทอาจจะมีค่าขนมสำหรับฝึกงานให้ แต่บางบริษัทอาจจะยังไม่มีตรงส่วนนี้

4. หาคอนเนคชั่น

พบปะคนให้เยอะขึ้นเพราะโอกาสการทำงานนั้น อาจจะมาจากคอนเนคชั่นของเราก็ได้ ดังนั้นไปร่วมกิจกรรม งานอีเวนต์​คุยกับคนให้เยอะขึ้น ให้เราได้ฝึกฝนทักษะพูดคุย communication และแลกเปลี่ยนความรู้จากเพื่อนๆ ท่านอื่นในอาชีพเดียวกัน

5. ถ้าเรียนดีไซน์แล้วไม่เวิร์ค ลองเพิ่มทักษะแบบใหม่

การเพิ่มทักษะในที่นี้อาจจะเป็นการเรียนทางด้านอื่นๆ ด้วยตนเองที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา Product แต่ไม่ใช่ในสายงานของ UX UI อาทิเช่น การเรียนทางด้าน Business, Product development, HTML, CSS, iOS, Android และอื่นๆที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี, ธุรกิจ, ความรู้รอบตัวอื่นๆ เพื่อช่วยในการเพิ่มพูนความรู้ของเราให้มีรอบด้านและแตกต่างจากผู้สมัครคนงานคนอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น


สุดท้ายนี้อยากให้กำลังใจว่าทักษะของการทำงานมันจะประกอบไปด้วยหลายส่วน ไม่ได้มีจากแค่คอร์สเรียนเดียวเท่านั้น การหาความรู้ในสายงานนี้จะเติบโตไปเรื่อยๆ ยิ่งรู้รอบด้านการปะติดปะต่อจุดความรู้ของเราก็จะง่ายยิ่งขึ้นนั่นเอง

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังสนใจเรียนในคอร์สแบบต่างๆอยู่นะคะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Natk

Natk

ปัจจุบันเป็นดีไซน์เนอร์ที่ธนาคารสีเหลือง​ในซิดนีย์ | เคยทำงานที่มหาวิทยาลัยในเมลเบิร์นมาสามปี | มีความสนใจเรื่อง User Interface, User Experience, Accessibility, Education | ผู้ก่อตั้งกรุ๊ปเฟซบุค Tech ไทยในออสเตรเลีย | ผู้ดูแลเว็บไซต์ Designil
บทความทั้งหมด

Related posts

Recent posts

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save