10 คำถามที่ถูกถามบ่อย วิธีสัมภาษณ์งานให้ได้งาน มาเตรียมตัวกันเถอะ

Radar

เนื่องจากมีเพื่อนๆ หลายคนถามกันเข้ามาเยอะมากว่าการสัมภาษณ์งานเนี่ยมันต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง หัวหน้างานส่วนใหญ่เนี่ยเขาจะถามคำถามอะไรกับเราบ้าง เพื่อให้การเตรียมตัวของการไปสัมภาษณ์งานนั้นราบรื่นไปอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้แอดได้รวบรวม 10 คำถามยอดฮิตสำหรับการสัมภาษณ์งานที่หัวหน้างานส่วนใหญ่มักที่จะถามผู้สมัครงานแทบทุกคน และพวกเขาก็คาดหวังไว้เหมือนกันนะครับว่า ผู้สมัครงานทุกคนควรจะตอบได้อย่างไม่ลังเล จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลยครับ

ทริคเล็กๆ

“เราไม่จำเป็นต้องจำคำตอบ เพียงแค่นำไอเดียนี้เป็นแนวทางในการตอบเพื่อให้วันจริงเราสามารถตอบได้ตรงประเด็นกับคำถาม”

1. ช่วยแนะนำตัวคุณให้พวกเรารู้จักหน่อยครับ?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามแรกๆ ที่หัวหน้างานทุกที่มักจะถามผู้สมัครงานทุกคนเลยนะครับ จุดประสงค์ของคำถามนั่นก็คือ เขาต้องการทราบว่าเพื่อนๆ สามารถแนะนำตัวเองและอธิบายให้พวกเขาฟังได้มั๊ยว่าเหตุผลอะไรที่เพื่อนๆ จึงเหมาะสมที่จะทำงานในตำแหน่งนี้

สัมภาษณ์งาน

โดยแนวทางในการตอบคำถามนั่นก็คือ

  1. ควรที่จะแนะนำประวัติส่วนตัวของเราซักเล็กน้อยว่าเราเป็นใคร จบการศึกษาทางด้านไหนมา
  2. เคยมีประสบการณ์ในการทำกิจกรรมหรือทำงานพิเศษต่างๆ มาก่อนรึเปล่า ไม่ควรที่จะอธิบายมากเกินไป ขอแค่คร่าวๆ ก็พอครับ
  3. หลังจากนั้นเราอาจที่จะแบ่งปันความสนใจส่วนตัวของเพื่อนๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานให้หัวหน้างานได้ฟังกันครับ ยกตัวอย่างเช่น งานอดิเรกที่เพื่อนทำกันอยู่บ่อยๆ คืออะไร เพื่อนๆ มีความสนใจหรือถนัดในด้านไหนเป็นพิเศษบ้าง
  4. จำไว้ว่าให้แนะนำด้านบวกของตัวเองออกมาที่นอกเหนือจากประวัติย่อของเรา เพราะหัวหน้างานนั้นตั้งใจที่จะอยากรู้ว่า ตัวเราเองมีทัศนคติและประสบการณ์ในการทำงานอย่างไร

หลีกเลี่ยงคำตอบที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เช่น ประเด็นทางการเมือง ทางศาสนาต่างๆ และไม่ควรพูดถึงงานอดิเรกที่เราชอบไปในเชิงที่จะให้ความสำคัญมากกว่า เพราะไม่มีหัวหน้างานคนไหนที่อยากได้คนมาทำงานเพื่อมาใช้เวลาพักร้อนจากงานอดิเรกของตนเอง และสุดท้ายคือไม่ควรยกเรื่องปัญหาภายในครอบครัวขึ้นมาพูดนะครับ ควรเก็บเอาไว้รู้แค่คนภายในครอบครัวก็พอ เพราะมันเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็นต้องบอกให้คนภายนอกได้รับรู้ก็ได้ครับ

ตัวอย่าง

“ผมมีส่วนร่วมในการเดินการกุศลปีละหลายครั้ง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้ทำ Walk for Hunger และมีกิจกรรมบางอย่างที่วางแผนไว้สำหรับฤดูร้อนและฤดูหนาวเช่นกัน ผมเดินออกกำลังกายกับเพื่อนหลังเลิกงานและวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมชอบอากาศบริสุทธิ์ ชอบที่จะเรียนรู้เส้นทางใหม่ๆ และติดต่อกับผู้คนใหม่ๆ อีกทั้งยังชอบด้านการระดมทุนซึ่งมีประโยชน์ในงานของผม ผมได้เรียนรู้วิธีเชื่อมต่อกับผู้คนเพื่อเพิ่มความมุ่งมั่นในเรื่องนี้”

คำตอบนี้เชื่อมโยงงานอดิเรกของผู้สมัครกับทักษะที่เป็นประโยชน์กับงาน และแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความรับผิดชอบและมีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ งานอดิเรกที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมออกกำลังกายยังแสดงให้เห็นถึงพลังและความมุ่งมั่นต่อสุขภาพของตัวเขาเอง

หลีกเลี่ยงคำตอบที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เช่น ประเด็นทางการเมือง ทางศาสนาต่างๆ และไม่ควรพูดถึงงานอดิเรกที่เราชอบไปในเชิงที่จะให้ความสำคัญมากกว่า เพราะไม่มีหัวหน้างานคนไหนที่อยากได้คนมาทำงานเพื่อมาใช้เวลาพักร้อนจากงานอดิเรกของตนเอง


2. ทำไมคุณถึงคิดว่าคุณดีที่สุดสำหรับงานในตำแหน่งนี้?

สำหรับคำถามนี้ยอมรับเลยว่าเพื่อนๆ ต้องใช้ความมั่นใจในความสามารถของตัวเองที่จะตอบนิดนึงนะครับ จุดประสงค์ที่หัวหน้างานต้องการอยากที่จะรู้นั่นก็คือ เพื่อนๆ มีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่องานในตำแหน่งนี้มั๊ย ดังนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมตัวนั่นก็คือ พูดถึงเหตุผลที่ว่าทำไมเพื่อนๆ ถึงสมควรที่จะได้รับการว่าจ้างของงานในตำแหน่งนี้ ให้เพื่อนๆ เล่าถึงจุดเด่นของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ เล่าเกี่ยวกับว่าตัวของเพื่อนๆ เองเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับงานในตำแหน่งนี้ มีความรู้มากพอที่จะทำให้งานในตำแหน่งนี้ออกมาดีได้

3FD10C0D ED65 4E96 AEA3 D1F066953E17

ควรเน้นที่จะใช้คำพูดที่ดูมั่นใจและกระชับ ไม่ต้องอธิบายรายละเอียดอะไรมาก เพราะหลักๆ คือพวกเขาต้องการทราบเหตุผลเฉยๆ ถ้าเกิดอธิบายยาวเกินไปมันจะเป็นการตอบผิดวัตถุประสงค์ของคำถามได้ เพราะคำถามนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้หัวหน้างานรู้สึกสนใจในตัวของเพื่อนๆ มากขึ้น เพื่อจะนำไปสู่คำถามที่เจาะรายละเอียดต่อไปครับ

โดยอาจจะยกตัวอย่างประสบการณ์ที่เพื่อนๆ ได้เคยทำมาซัก 1-2 อย่าง อาจจะเป็นกิจกรรมภายในโรงเรียน กิจกรรมนอกเหนือจากหลักสูตร หรือกิจกรรมอาสาสมัครก็ได้ครับ ให้เน้นไปที่ตัวบริษัทเป็นหลักว่า ประสบการณ์ที่เรามีสามารถช่วยพัฒนาหรือเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทได้อย่างไร

ประสบการณ์ที่เรามีสามารถช่วยพัฒนาหรือเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทได้อย่างไร

และคำตอบที่ไม่ควรพูดออกไปนั่นคือ การเอาตัวของเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เราไม่ควรที่จะวิจารณ์หรือพาดพิงถึงผู้สมัครงานคนอื่น ซึ่งอาจจะทำให้หัวหน้างานมองเราในแง่ลบได้

จงเน้นไปที่ด้านบวกที่ไม่เหมือนใครของตัวเองดีกว่าครับ และด้านบวกนั้นต้องไม่ไปพาดพิงหรือโจมตีคนอื่นด้วยนะ

ตัวอย่าง

“ผมเป็นคนมีแรงจูงใจในตนเองและเต็มที่ในการที่จะทำโครงการต่างๆ ให้เหนือกว่าใคร และสามารถเรียนรู้ทักษะอันมีค่าด้วยเวลาของผมเอง ตัวอย่างเช่น ผมสอนภาษาเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองห้าภาษาในมหาวิทยาลัย เพียงเพราะความหลงใหลในการเรียนรู้วิธีการเขียนโค้ด ผมรู้ว่าคุณกำลังมองหาช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ที่มีแรงจูงใจในตนเองทั้งทักษะและความหลงใหล และผมคือคนๆ นั้นครับ”

ผู้สมัครงานนี้แสดงชุดทักษะกว้าง ๆ ที่คู่แข่งของเขาหลายคนสำหรับตำแหน่งนี้อาจไม่มี : ความรู้ภาษาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ห้าภาษา นอกจากนี้ เขายังสามารถที่จะชี้ให้เห็นถึงความริเริ่มส่วนตัวและความกระตือรือร้นในการทำงานของเขา


3. ทำไมคุณถึงต้องการเลือกทำงานในตำแหน่งนี้?

คำถามสัมภาษณ์นี้เป็นการที่หัวหน้างานต้องการทราบว่า เพื่อนๆ มีความรู้อะไรเกี่ยวกับงานในตำแหน่งนี้บ้าง แอดบอกเลยนะครับว่า หลายคนตกม้าตายเพราะคำถามนี้มาเยอะมากแล้ว เพราะเราไม่ได้เตรียมที่จะหาความรู้เกี่ยวกับงานในตำแหน่งนี้ เกี่ยวกับบริษัท หรือโครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมขององค์กรต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานของพนักงานทุกคนที่จำเป็นจะต้องรู้เมื่อเข้ามาทำงาน

52D53E84 7415 4EAD 80F5 91CD9B7B3E9A

ดังนั้นเราควรที่จะไปศึกษารายละเอียดของบริษัทที่เราจะไปสัมภาษณ์นั้นๆ เพื่อจะได้บอกถึงข้อดีของบริษัทได้ว่าทำไมเราถึงต้องการที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ เนื่องจากบริษัทนี้มีสวัสดิการดี สามารถทำงานได้อย่างตรงสายตามที่ได้เรียนมา ผลงานที่ทางบริษัทต้องการสอดคล้องกับความสามารถที่เรามีอยู่ ดังนั้นเราคิดว่าสามารถที่จะทำมันออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประมาณนี้ครับ

คำตอบที่ควรหลีกเลี่ยง คือการที่เราบอกว่า งานนี้เอื้อประโยชน์อะไรต่อตัวเราเองได้บ้าง เช่น ชั่วโมงการทำงาน การเดินทาง หรือเงินเดือน

จำไว้ว่าคำตอบที่หัวหน้างานของเราต้องการอยากที่จะฟังคือ เราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทของเขาได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่บริษัทของเขาสามารถให้ประโยชน์กับเราได้อย่างไร

ต้องตอบคำถามในแนวทางที่เราสามารถสร้างประโยชน์ให้กับบริษัทของเขาได้อย่างไรบ้าง ไม่ใช่บริษัทของเขาสามารถให้ประโยชน์กับเราได้อย่างไร

ตัวอย่าง

“ผมเข้าใจว่านี่คือบริษัทที่กำลังเติบโต ตามที่ผมได้อ่านบนเว็บไซต์ของคุณและในข่าวประชาสัมพันธ์ต่างๆ คุณกำลังวางแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผมเลยต้องการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจนี้เมื่อเติบโตขึ้น และผมรู้ดีว่าประสบการณ์ของผมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะสามารถช่วยบริษัทของคุณได้ เมื่อคุณเปิดตัวผลิตภัณฑ์เหล่านี้”

คำตอบนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้สมัครทำการบ้านในการค้นคว้าข้อมูลบริษัททางออนไลน์ รวมทั้งพิจารณาว่าพวกเขาจะมีส่วนสนับสนุนธุรกิจในปัจจุบันและความคิดริเริ่มด้านการผลิตได้อย่างไร


4. ประสบการณ์ที่คุณมี ทำให้คุณพร้อมสำหรับงานนี้ยังไง?

สำหรับคำถามนี้หัวหน้างานต้องการที่จะทำความเข้าใจว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของเพื่อนๆ เกี่ยวข้องอย่างไรกับงานที่พวกเขาจะว่าจ้าง ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้พวกเขามั่นใจว่าเพื่อนๆ สามารถที่จะทำงานที่พวกเขามอบหมายให้ออกมาตามจุดประสงค์ของบริษัทได้รึเปล่า

แอดบอกเลยนะครับว่ายิ่งประสบการณ์เยอะมากเท่าไหร่ ยิ่งสร้างความได้เปรียบในการสัมภาษณ์งานมากเท่านั้น บริษัทต่างๆ ล้วนแต่ต้องการคนที่เคยทำงานเป็นมาก่อนเข้ามาทำงาน เพื่อที่จะได้ไม่จำเป็นต้องสอนงานอะไรมาก แต่สำหรับใครที่มีประสบการณ์น้อยหน่อยไม่ต้องน้อยใจไปนะครับ เราสามารถพูดโยงได้ว่าประสบการณ์ที่เรามีเพียงแค่นั้น สามารถที่จะทำให้เราเข้ามาทำงานในตำแหน่งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เหมือนกัน

58737835 6CB6 4336 AF8D 851E2DA2CBD1

โดยคำตอบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือการอธิบายถึงประสบการณ์การทำงานที่เราได้ทำว่าหลังจากที่ทำแล้วผลออกมาเป็นอย่างไรบ้าง ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และถ้าใช้ประสบการณ์ในการทำงานครั้งนั้นมาใช้กับงานในตำแหน่งนี้ ผลที่ออกมาจะเป็นไปได้มากแค่ไหน เพื่อให้หัวหน้างานได้ทราบว่างานที่ผ่านมาเราใช้เวลาเพียงเท่านี้ แต่ผลที่ออกมาดีมากขนาดไหน และเราสามารถนำประสบการณ์นั้นมาใช้กับงานในตำแหน่งนี้ให้ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน

สำหรับสิ่งที่ไม่ควรพึงกระทำเลยนะครับ คือการโกหกในการตอบคำถามนั่นเอง ไม่ควรที่จะเสริมเติมแต่งในประสบการณ์ที่เรายังไม่เคยทำ ไม่อย่างนั้นอาจจะส่งผลเสียกับเราในระยะยาวได้ เช่น หัวหน้างานอาจจะให้เราแสดงตัวอย่างให้ดูหรือทดสอบเราในเรื่องนั้นๆ ถ้าเราโกหกะทำให้เราเสียเครดิตทั้งหมดได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นจำไวเลยนะครับว่า ทุกคำตอบที่เราพูดออกไปต้องจริงใจและซื่อสัตย์

สิ่งที่ห้ามทำคือการโกหกในการตอบคำถามเรื่องประสบการณ์และทักษะ ไม่ควรที่จะเสริมเติมแต่งในประสบการณ์ที่เรายังไม่เคยทำ ไม่อย่างนั้นอาจจะส่งผลเสียกับเราในระยะยาวได้

ตัวอย่าง

ผมได้พัฒนาทักษะมากมายในการทำงานกับลูกค้า แม้ว่าพวกเขาจะมีความทุกข์ก็ตาม ผมเก่งในการจัดการกับปัญหาและหาวิธีที่จะทำให้ลูกค้ามีความสุข คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าของผมเพิ่มขึ้น 10% เนื่องจากบทบาทของแผนกการตลาดของคุณคือการปรับปรุงความประทับใจของลูกค้าที่มีต่อบริษัท ประสบการณ์ของผมจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบริษัทของคุณ

ในคำตอบนี้ ผู้สมัครจะประเมินความสำเร็จของตัวเองในบทบาทก่อนหน้า โดยเจาะจงให้หลักฐานกับผู้สัมภาษณ์ถึงความสามารถในการทำงาน ผู้สมัครยังอธิบายว่าพวกเขาสามารถช่วยเหลือบริษัทได้อย่างไรหากพวกเขาได้รับการว่าจ้าง


5. ทำไมคุณถึงลาออกจากงานก่อนหน้านี้?

สำหรับใครที่ลาออกมาจากงานก่อนหน้าเพื่อมาสมัครงานใหม่ ก็คงจะหนีไม่พ้นคำถามนี้นะครับ ซึ่งหัวหน้าเขาก็ต้องการรู้ว่าที่เพื่อนๆ ลาออกมาจากงานก่อนหน้านั้น เพื่อนๆ สมัครใจลาออกมาเองหรือว่าโดนไล่ออก หรือว่ามีเหตุผลอื่นรองรับ เช่น ข้อเสนอของบริษัทใหม่ดีกว่าหรือเปล่า? ซึ่งคำถามนี้จะเป็นการใช้ดูเกี่ยวกับลักษณะค่านิยมในการทำงานของผู้เข้ารับการสัมภาษณ์ได้เลยนะครับ

D001AD5B EE6E 4766 A47F B664FDCD6947

การลาออกจากงานของแต่ละคนนั้น ล้วนมีเหตุผลในหลายประการ เช่น ต้องการเงินเดือนเพิ่ม รู้สึกไม่สบายใจในการทำงานในบริษัทนั้น ไม่พอใจเพื่อนร่วมงาน ไม่พอใจนายจ้าง หรือถึงขั้นโดนไล่ออกมา ซึ่งแอดบอกเลยนะครับว่าไม่ควรที่จะให้คำตอบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ออกไปในระหว่างสัมภาษณ์งานเลย

คำตอบที่ดีคือการตอบแบบตรงไปตรงมาครับ ว่าเหตุผลในการลาออกคืออะไร แต่ตรงไปตรงมาในที่นี้ต้องทำให้ตัวของเราเองอยู่ในมุมมองที่ดีด้วยนะครับ เช่น ลาออกเพราะว่าลักษณะการทำงานหรือวัตถุประสงค์ของบริษัทนั้นไม่ตรงตามทักษะความรู้ของตัวเรา ไม่ควรที่จะพูดถึงข้อเสียของบริษัทหรือนายจ้างก่อนหน้านี้ ว่าที่เราลาออกมาเพราะว่า นายจ้างกดขี่ข่มเหงเรา ไม่มีเวลาให้เราหยุดพักผ่อนเลย การตอบแบบนี้จะทำให้หัวหน้างานใหม่ของเรามองเราในลักษณะที่ติดลบได้ ดังนั้นควรพยายามที่จะตอบให้ตัวเองดูดีอยู่เสมอนะครับ

สำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจที่จะตอบคำถามนี้แอดแนะนำให้ลองพูดหน้ากระจกดูก่อนนะครับ บางครั้งอาจจะต้องบอกคำตอบที่เป็นจริง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องบอกไปหมด แค่เน้นไปที่เหตุผลหลักๆ ที่เราตัดสินใจออกมา เช่น อาจจะพูดถึงเรื่องที่ว่าเราทำงานได้ผลงานออกมาสำเร็จแล้ว แต่ต้องเจอกับปัญหาจากสิ่งแวดล้อมภายในหลายอย่างมาเป็นอุปสรรค แต่เราก็สามารถก้าวข้ามผ่านมาจนทำให้ผลงานนั้นพัฒนาขึ้น ดังนั้นก็เลยอยากลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ดู อาจจะทำให้ผลงานนั้นออกมาดีกว่าครั้งที่แล้วได้เพิ่มมากขึ้น

คำตอบที่ดีคือตอบแบบตรงไปตรงมา ว่าลาออกเพราะอะไร และซ้อมก่อนทุกครั้ง เช่น อาจจะพูดถึงเรื่องผลงานที่เราทำสำเร็จ แต่เจออุปสรรคหลายอย่าง ก็เลยอยากเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ๆดู

ตัวอย่าง

“พูดตามตรง ผมไม่ได้นึกถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงในงานที่ผมทำอยู่ตอนนั้นเลย แต่อดีตเพื่อนร่วมงานของผมได้แนะนำงานนี้ให้ผมมาลองพิจารณาดู ผมลองเข้าไปศึกษาดูในตำแหน่งของงานนี้และรู้สึกทึ่งกับความท้าทายของงานในตำแหน่งนี้มาก สิ่งที่คุณได้นำเสนองานในตำแหน่งนี้ดูเหมือนเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นและเหมาะกับคุณสมบัติของผมในตอนนี้ครับ”

สิ่งนี้เป็นเหมือนการชื่นชมบริษัทโดยทางอ้อมว่า โครงสร้างการทำงานภายในของบริษัทเป็นที่น่าสนใจและสามารถเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มีความสามารถได้เข้ามาทำงานได้


6. จุดเด่นหรือจุดแข็งของคุณคืออะไร?

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่หัวหน้างานส่วนใหญ่จะถามเลยนะครับ เรียกว่าเป็นคำถามคัดคนเลยก็ว่าได้ ซึ่งจุดประสงค์ของมันก็คือ การให้เราอธิบายคุณสมบัติเด่นหรือความสามารถที่โดดเด่นของเราว่ามีความเหมาะสมกับงานในตำแหน่งนั้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคำตอบของเพื่อนๆ ควรจะเป็นคำตอบที่ทำให้เพื่อนๆ ดูแตกต่างจากคนอื่น

5F9C48E0 7841 4B28 9764 4E3B42BB0C0F

โดยเทคนิคในการตอบคำถามนี้นั่นคือ เราจะไม่พูดเฉยๆ ว่าเรามีความโดดเด่นหรือเก่งในด้านนี้ แต่จะใช้วิธีการการยกตัวอย่างของสถานการณ์ขึ้นมา และบอกถึงวิธีการแก้ปัญหาเมื่อเราได้พบเจอกับปัญหาในสถานการณ์นั้นๆ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาของเรา ซึ่งวิธีนี้สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวเราได้เป็นอย่างมาก เพราะว่าทำให้หัวหน้างานมองเห็นภาพและมองว่าเราสามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ในทุกสถานการณ์

การตอบคำถามข้อนี้เราไม่จำเป็นต้องมาถ่อมตัวนะครับ บอกด้วยความมั่นใจไปเลยว่าเรามีดีอะไรบ้าง ไม่มีหัวหน้างานคนไหนต้องการว่าจ้างคนที่โลเลไม่เด็ดขาด และคำตอบที่จะตอบออกมาก็ต้องดูนะครับว่ามันแสดงออกมาว่าเราดูโอ้อวดเกินไปรึเปล่า ควรที่จะประคับประคองคำตอบให้พอดีอยู่เสมอนะครับ

การตอบคำถามข้อดีของเรานี้ไม่จำเป็นต้องมาถ่อมตัว บอกด้วยความมั่นใจไปเลยว่าเรามีดีอะไรบ้าง ไม่มีหัวหน้างานคนไหนต้องการว่าจ้างคนที่โลเลไม่เด็ดขาด

ตัวอย่าง

“ผมภาคภูมิใจในทักษะของตัวเองในการบริการลูกค้าและการแก้ไขสถานการณ์ที่ยุ่งยาก ด้วยประสบการณ์ห้าปีในฐานะพนักงานบริการลูกค้า ผมได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและแก้ไขปัญหาของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นผมยังมีทักษะในการสื่อสารที่ดี ซึ่งช่วยให้ผมสามารถทำงานได้ดีกับลูกค้า สมาชิกในทีม และผู้บริหาร ผมเป็นที่รู้จักในฐานะสมาชิกในทีมที่มีประสิทธิภาพและมีพรสวรรค์ในการนำเสนอครับ”

คำตอบนี้เน้นจุดแข็งหลายประการ และแสดงให้ผู้สัมภาษณ์ทราบว่าเหตุใดคุณลักษณะเหล่านั้นจึงจำเป็นต่อความสำเร็จของงานในตำแหน่งนี้


7. จุดด้อยหรือจดอ่อนของคุณคืออะไร?

เราพูดถึงจุดเด่นกันไปแล้ว ต่อมาเราจะมาพูดถึงจุดด้อยในตัวของเราให้หัวหน้าได้ทราบกันบ้างนะครับ โดยคำถามนี้หัวหน้าต้องการที่จะรู้ว่าเพื่อนๆ มีจุดอ่อนอะไรบ้าง และเพื่อนๆ สามารถจะเปลี่ยนจุดอ่อนนั้นๆ เป็นจุดแข็งเพื่อพร้อมรับความท้าทายและปัญหาต่างๆ ที่จะเจอในงานนั้นๆ ได้หรือไม่

310635CE 8DE3 4780 A0C9 B3963949E0DE

โดยเทคนิคในการตอบนั่นก็คือ เราจะบอกถึงจุดอ่อนของเราที่ไม่ค่อยมีความสำคัญเกี่ยวกับงานมากนัก แต่เราจะบอกด้วยว่าจุดอ่อนนั้น เราได้ทำการแก้ไขและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นมากแล้วหรือยัง แบบนี้จะเป็นการบอกว่าจุดอ่อนของเราที่เคยมีนั้น ตอนนี้ได้เปลี่ยนกลายมาเป็นจุดแข็งเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าคำถามจะถามถึงจุดอ่อน แต่เราก็สามารถใช้เทคนิคนี้เพื่อทำให้คำตอบของเรากลายเป็นจุดแข็งของเราได้นั่นเองครับ

แม้ว่าคำถามจะถามถึงจุดอ่อน แต่เราก็สามารถใช้เทคนิควิธีการปรับปรุงตัวเองและการแก้ไข เพื่อบอกว่าเราได้จัดการกับจุดอ่อนของเราให้ดีขึ้นเรียบร้อยแล้ว

สำหรับสิ่งที่ไม่ควรจะตอบเลยคือ การที่เราบอกไปว่าเรามีจุดอ่อนมากแค่ไหน ซึ่งมันกำลังแสดงให้หัวหน้างานเห็นว่า เราเป็นคนที่ดูไม่มีคุณสมบัติในการทำงานเลย และก็ไม่ควรให้คำตอบที่ดูโอ้อวดเกินไปนะครับ เช่น เราอาจจะบอกไปว่า ตัวของเราไม่มีจุดอ่อนเลย ซึ่งมันแทบะเป็นไปไม่ได้เลยนะครับที่คนเราเกิดมาจะไม่มีจุดอ่อนเลยซักอย่าง เพราะฉะนั้นควรพิจารณาในการตอบคำถามให้ดีนะครับ

ตัวอย่าง

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ปรับปรุงในอดีตนั่นคือ ทักษะการขายของผมในฐานะผู้จัดการฝ่ายผลิตที่ทำงานกับทีมภายในและไม่มีการติดต่อกับลูกค้าหรือผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นลูกค้าเลยครับ ผมจะไม่เปิดเผยบทบาทของผมมากนัก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผมได้มีการพูดคุยกับทีมขายค่อนข้างบ่อย จึงรู้สึกว่าอาจจะเป็นประโยชน์ที่จะทำให้เข้าใจกลยุทธ์และยุทธวิธีของพวกเขามากขึ้น ผมเรียนหลักสูตรทักษะการขายออนไลน์ ซึ่งมันช่วยในการปรับปรุงวิธีการทำงานกับทีมขาย จนตอนนี้เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมการขาย จึงมีความคิดที่ดีขึ้นมากเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และรู้สึกมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการสื่อสารกับทีมขาย”

คำตอบนี้ใช้ได้ดี เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้สมัครมีการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร


8. เมื่อเจอปัญหา คุณจะจัดการกับความเครียดและความกดดันได้อย่างไร?

เป็นปกติในทุกที่ทำงานที่เราจะพบเจอกับปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากงานที่ทำ ความเครียดความกดดันจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ ที่เราไม่สามารถที่จะควบคุมได้ หัวหน้างานก็เลยอยากที่จะรู้ว่าเมื่อเราเจอกับความกดดันภายใต้สถานการณ์ต่างๆ เราจะสามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดไปแล้วเราจะมีการจัดการกับปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร

E08EC647 E64B 4656 9EA3 7E54EB8C8212

ซึ่งเทคนิคในการตอบคำถามนี้นั่นก็คือ เพื่อนๆ ต้องลองยกตัวอย่างขึ้นมาเหมือนเช่นเคยครับ เช่น บริษัทที่เพื่อนๆ ทำงานมาก่อนหน้านี้เพื่อนๆ เจอกับปัญหากดดันทางด้านไหนบ้าง แล้วเมื่อเจอปัญหานั้น เพื่อนๆ ใช้วิธีไหนในการจัดการกับมัน

แต่ขอแนะนำนะครับว่าควรที่จะหลีกเลี่ยงคำตอบประมาณว่า เราไม่ค่อยได้เจอปัญหากดดันอะไรเลย ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยรู้จักวิธีการแก้ปัญหาเท่าไหร่ ซึ่งการตอบแบบนี้จะเป็นเหมือนการที่เราดูไม่ค่อยจะมีประสบการณ์ในการทำงานมากพอ ซึ่งอาจจะทำให้คะแนนการสัมภาษณ์งานของเราด้อยกว่าคู่แข่งได้นั่นเองครับ

และอีกอย่างที่ไม่ควรตอบไปเลยนั่นก็คือ ปัญหานั้นคือปัญหาที่เกิดจากตัวเราเองที่สร้างขึ้นมา เราคงไม่อยากให้ใครมองว่าเราเป็นตัวปัญหาที่ทำให้คนรอบข้างเกิดความเครียดหรอกนะครับ เพราะฉะนั้นควรที่จะเน้นตอบไปในทางที่เราจะมีวิธีจัดการความเครียดนั้นได้อย่างไรดีกว่า

ตัวอย่าง

“ผมทำงานได้ดีขึ้นภายใต้ความกดดัน และพบว่าสนุกกับการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเป็นอย่างมากในฐานะนักเขียนและบรรณาธิการ ผมสามารถทำงานได้ภายใต้การกำหนดเวลาที่รัดกุม และพบว่าเมื่อต้องทำงานให้ถึงภายในเวลาที่กำหนด ผมสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดของผมขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น บทความล่าสุดของผมซึ่งได้รับรางวัลการเขียนในระดับภูมิภาค ซึ่งผมรับงานนี้ก่อนวันครบกำหนดเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ผมจึงใช้ความกดดันภายใต้การกำหนดเวลานั้น เพื่อควบคุมความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นของผมในการทำงาน”

คำตอบนี้ใช้ได้ดีเพราะผู้สมัครแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสนุกกับการทำงานภายใต้แรงกดดันและพวกเขาสามารถทำสำเร็จตามกำหนดเวลาได้


9. ผลตอบแทนที่คาดหวังของคุณ?

หลายคนเจอคำถามนี้เข้าไปมีสตันท์ไปชั่วขณะแน่นอน ก็คำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินเนี่ย ถ้าเราตอบแบบไม่พิจารณาเลยก็คงจะเป็นการขายตัวเองในมูลค่าที่ไม่สูงนัก หัวหน้างานอาจจะมองว่าเราเป็นพวกหน้าเงินก็ได้นะครับ เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องตอบให้ตัวเองดูดีซักหน่อยนะครับ ซึ่งการที่เราจะตัดสินใจในการตอบคำถามได้ เราจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับงานในตำแหน่งนั้นซักหน่อยนะครับ เพื่อที่เราจะได้ประเมินช่วงของเงินเดือนได้อย่างเหมาะสมกับตำแหน่งของงาน

BDC90A72 7A12 4438 9B63 1462971E7C9C

โดยเทคนิคในการตอบคำถามนั่นก็คือ ไม่ควรที่จะระบุจำนวนของเงินเดือนที่ต้องการแบบเฉพาะเจาะจงครับ เพราะเหมือนกับว่า แม้เราจะทำงานได้น้อยหรือมาก เราก็ยังอยากที่จะได้เงินเดือนเท่านี้ ซึ่งถ้าเทียบกับความจริงแล้วถ้าผลงานที่เราทำออกมาไม่ค่อยดี หัวหน้างานก็มีสิทธิ์ที่จะหักเงินเดือนของเราได้นั่นเองครับ

เพราะฉะนั้นควรที่จะให้คำตอบของเงินเดือนที่ต้องการในรูปแบบของช่วงราคาครับ ซึ่งมันสามารถยืดหยุ่นได้ว่าเราต้องการประมาณเท่านี้ อาจจะทิ้งท้ายไว้ว่าสามารถต่อรองราคาได้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้หัวหน้างานสามารถแสดงความคิดเห็นที่เหมาะสมของช่วงราคาเงินเดือนที่เราต้องการได้

อีกอย่างหนึ่งคือเพื่อนๆ สามารถใช้ช่วงเงินเดือนจากที่ทำงานเก่ามาใช้ในการอ้างอิงคำตอบได้นะครับ ว่าตำแหน่งงานประมาณนี้ ได้รับเงินเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ ทั้งนี้ต้องพิจารณาถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันด้วยนะครับว่า ค่าครองชีพขณะนั้น ในแต่ละที่นั้นอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ เพื่อจะได้สอดคล้องกับเงินเดือนที่เราต้องการนั่นเอง และอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญนั่นก็คือเพื่อนๆ สามารถที่จะเน้นย้ำเรื่องประสบการณ์ของเพื่อนๆ ที่ผ่านมาก่อนที่จะตอบคำถามได้นะครับ ประมาณว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม เงินเดือนที่ผมควรจะได้รับควรจะอยู่ประมาณเท่านี้ ซึ่งเป็นการเตือนหัวหน้างานให้ได้รู้ครับว่า เรามีเหตุผลที่เหมาะสมมากพอที่จะได้รับเงินเดือนในช่วงเท่านี้ได้ครับ

นอกจากนั้นเพื่อนๆ สามารถที่จะตรวจสอบช่วงราคาเงินเดือนปกติทั่วไปได้จากเว็บไซต์เหล่านี้ครับ

ของต่างประเทศ

ของไทย

ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ได้รวบรวมข้อมูลของเงินเดือนในตำแหน่งงานต่างๆ โดยแต่ละเว็บไซต์อาจจะมีข้อมูลที่แตกต่างจากกันไปบ้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงาน ระดับประสบการณ์ หรือบริษัทต่างๆ ซึ่งเพื่อนๆ สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ก่อนที่จะไปสัมภาษณ์ได้ครับ

ให้คำตอบของเงินเดือนที่ต้องการในรูปแบบของช่วงราคาครับ ซึ่งมันสามารถยืดหยุ่นได้ว่าเราต้องการประมาณเท่านี้ อาจจะทิ้งท้ายไว้ว่าสามารถต่อรองราคาได้

ตัวอย่าง

“ข้อกำหนดด้านเงินเดือนของผมสามารถยืดหยุ่นได้ครับ แต่ผมมีประสบการณ์ที่สำคัญในสาขาที่ผมได้ศึกษามา และเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทนี้ได้ ผมหวังว่าเราจะได้พูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะการทำงานของผมที่บริษัทนี้นะครับ หลังจากนั้นเราค่อยมาตัดสินใจก็ได้ครับว่าจะสามารถกำหนดเงินเดือนที่ยุติธรรมสำหรับตำแหน่งนั้นได้มากน้อยแค่ไหน”

การขอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตกลงช่วงเงินเดือนเป็นวิธีที่ดีในการหลีกเลี่ยงการพูดถึงค่าตอบแทนก่อนที่หัวหน้างานจะเอ่ยถึง เราสามารถที่จะติดตามผลด้วยคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่บริษัทคาดว่าจะเสนอให้กับผู้สมัครที่ได้รับการว่าจ้างได้ตลอดเวลา


10. เป้าหมายในอนาคตของคุณคืออะไร?

สำหรับคำถามสุดท้ายนี้ หัวหน้างานต้องการที่จะอยากรู้ว่า เรามีความต้องการที่จะทำงานในบริษัทนี้ได้นานแค่ไหน เราจะย้ายงานมั๊ยถ้ามีข้อเสนอที่ดีกว่าจากบริษัทอื่น โดยการตอบควรเน้นไปที่ตัวบริษัทกับตำแหน่งงานเป็นหลัก ประมาณว่างานในบริษัทแห่งนี้คือเป้าหมายในระยะยาวของเราที่จะทำให้เราได้พัฒนาและเติบโต

9A66544E 5DF1 4657 9CBF CB4E8CE72184

สิ่งสำคัญเลยครับที่เพื่อนๆ ควรคำนึงอันดับแรกในการตอบคำถามนี้นั่นคือ ตัวบริษัทเองครับ แม้ว่าวิสัยทัศน์ของเราอาจจะไม่ตรงกับบริษัทเลย แต่การมาสัมภาษณ์ครั้งนี้ก็เพื่อจะทำให้เราได้มาทำงานในตำแหน่งนี้ของบริษัทแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรที่จะเปิดเผยวิสัยทัศน์ที่แตกต่างของเราออกมาให้หัวหน้างานของบริษัทนั้นๆ ได้รู้นั่นเองครับ ควรจะเตรียมตำตอบที่เน้นไปที่เป้าหมายของตำแหน่งงานที่เพื่อนๆ ต้องการทำในบริษัทนั้นครับ อาจจะเป็นเป้าหมายระยะสั้นหรือระยะยาวก็ได้ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับหัวหน้างานได้รู้ว่า เป้าหมายของบริษัทกับเป้าหมายของเราสามารถไปด้วยกันได้ เป็นหลักประกันว่าเราอาจจะทำงานในบริษัทนี้ไปได้อีกเป็นระยะเวลานานตามที่บริษัทต้องการครับ

สำหรับคำถามนี้สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเลยนั่นก็คือ เรื่องเงินเดือนครับ เราไม่ควรที่จะมุ่งเป้าหมายไปที่เงินเดือน โบนัส หรือสิทธิพิเศษต่างๆ มากจนเกินไป ควรที่จะมุ่งไปที่ผลสำเร็จของงานที่ทำมากกว่า และอีกหนึ่งอย่างที่อยากจะแนะนำเลยนั่นก็คือ ควรเน้นเป้าหมายเกี่ยวกับพัฒนาของตัวเองที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานจะดีกว่าครับ เช่น เมื่อเราได้ทำงานนี้แล้ว เป้าหมายคือ การที่เราเก่งขึ้นได้พัฒนาตัวเองขึ้นในหลายๆ ด้าน ซึ่งสามารถที่จะทำงานที่ท้าทายในบริษัทแห่งนี้ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มันเป็นการแสดงให้หัวหน้างานได้รู้ว่า เป้าหมายของเราคือ เราจะเป็นตัวเราที่เก่งขึ้น เพื่อพัฒนาผลงานให้บริษัทมีประสิทธิภาพและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นต่อไปนั่นเองครับ

สำหรับคำถามเป้าหมายในอนาคตนี้สิ่งที่ไม่ควรตอบเลยคือ เป้าหมายเรื่องเงินเดือนครับ เราไม่ควรที่จะมุ่งเป้าหมายไปที่เงินเดือน โบนัส หรือสิทธิพิเศษต่างๆ มากจนเกินไป ควรที่จะมุ่งไปที่ผลสำเร็จของงานที่ทำมากกว่า

ตัวอย่าง

“เป้าหมายระยะสั้นในปัจจุบันของผมคือ การพัฒนาและใช้ทักษะด้านการตลาดและการสื่อสารในงานลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดผมก็ต้องการที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่ตำแหน่งที่ทำให้ผมสามารถใช้ทักษะเหล่านี้ต่อไปได้ในขณะที่ต้องจัดการกลุ่มการตลาดด้วย ผมจะเตรียมการสำหรับเป้าหมายนี้โดยรับตำแหน่งผู้นำในโครงการของทีม โดยจะพัฒนาตำแหน่งงานนี้ผ่านการเข้าร่วมการประชุมผู้นำเหมือนกับที่บริษัทของคุณจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี”

คำตอบนี้ใช้เหตุผลสองประการ ประการแรกคือ ผู้สมัครระบุว่าเป้าหมายระยะสั้นของเขาสามารถทำได้โดยการทำงานในบริษัทแบบเดียวกับที่เขากำลังสัมภาษณ์อยู่ ประการที่สอง ผู้สมัครได้เชื่อมโยงเป้าหมายระยะยาวของตัวเองเข้ากับการประชุมประจำปีที่บริษัทที่เขากำลังสัมภาษณ์อยู่จัดขึ้น

88D7AA5B 5890 4117 BC90 CE0B366E816D

เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆ สำหรับ 10 คำถามเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ วันจริงเพื่อนๆ อาจจะไม่ได้เจอแบบนี้ทุกคำถามก็ได้นะครับ แต่ยังไงแอดก็อยากให้เพื่อนๆ เตรียมตัวสำหรับคำถามเหล่านี้ไว้ เพราะคำถามที่แอดยกมาให้เป็นคำถามยอดฮิตที่แทบทุกบริษัทจะถามผู้สมัครงานทุกคนเลย เตรียมตัวไว้ก่อนจะได้ลดความตื่นเต้นหน้างานได้มากเลยนะครับ

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาดเรื่องราวดีๆ ก็สามารถปักหมุดเว็บไซต์ Designil ของพวกเราไว้บนหน้าเว็บไซต์ของเพื่อนๆ ได้เลย รับรองรองว่าที่นี่จะมีแต่ความรู้และเรื่องราวดีๆ มามอบให้กับเพื่อนๆ บ่อยๆ แน่นอนครับ

บทความที่เกี่ยวข้อง

Related posts

Recent posts

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save